รวมข้อสอบช่างแอร์ พร้อมเฉลยละเอียด: เจาะลึกระบบปรับอากาศและมอเตอร์ (ฉบับสมบูรณ์)

หน้าแรก » ช่างซ่อมแอร์ » รวมข้อสอบช่างแอร์ พร้อมเฉลยละเอียด: เจาะลึกระบบปรับอากาศและมอเตอร์ (ฉบับสมบูรณ์)
รวมข้อสอบช่างแอร์ พร้อมเฉลยละเอียด: เจาะลึกระบบปรับอากาศและมอเตอร์ (ฉบับสมบูรณ์) ข้อสอบช่างแอร์ วิเคราะห์ระบบปรับอากาศ HD

คลังข้อสอบมาตรฐานช่างแอร์ (เครื่องปรับอากาศ) พร้อมเฉลยและวิธีคิดทุกข้อ

จัดหมวดหมู่ ติดเครื่องหมายถูก ที่คำตอบที่ถูกต้อง และ วิเคราะห์เจาะลึกคำอธิบายอย่างละเอียดที่สุด ทุกข้อ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับความรู้อย่างเต็มอิ่ม

❄️ หมวดที่ 1: หลักการและพื้นฐานระบบปรับอากาศ

ข้อ 1: การปรับอากาศมีกี่ประเภท

ก. 3 ประเภท

ข. 4 ประเภท

ค. ประเภทเดียว

✓ ง. 2 ประเภท

🔍 วิเคราะห์เจาะลึก: ตามหลักวิชาการปรับอากาศ (Air Conditioning) จะแบ่งตามวัตถุประสงค์การใช้งานออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ:
1. การปรับอากาศเพื่อความสุขสบาย (Comfort Air Conditioning): มุ่งเน้นการปรับอุณหภูมิและความชื้นให้มนุษย์อยู่อาศัยได้อย่างสบาย เช่น แอร์บ้าน แอร์อาคารสำนักงาน
2. การปรับอากาศเพื่อการอุตสาหกรรม (Industrial Air Conditioning): มุ่งเน้นการควบคุมสภาวะอากาศให้เหมาะสมกับกระบวนการผลิต สินค้า หรือเครื่องจักร เช่น ห้องเซิร์ฟเวอร์ โรงงานยา โรงงานอิเล็กทรอนิกส์

ข้อ 2: การปรับอากาศมีสิ่งเกี่ยวข้องกี่อย่าง

✓ ก. 6 อย่าง

ข. 8 อย่าง

ค. 2 อย่าง

ง. 3 อย่าง

🔍 วิเคราะห์เจาะลึก: ปัจจัยหลัก 6 ประการ ในการปรับอากาศเพื่อให้ได้สภาวะอากาศที่สมบูรณ์ ได้แก่:
1. อุณหภูมิ (Temperature): การควบคุมความร้อน-ความเย็น
2. ความชื้น (Humidity): การความคุมปริมาณไอน้ำในอากาศ
3. การหมุนเวียนของอากาศ (Air Circulation): การหมุนเวียนอากาศภายในห้อง
4. การกระจายลม (Air Distribution): ทิศทางและความเร็วลมที่เหมาะสม
5. ความสะอาดของอากาศ (Air Cleanliness): การกรองฝุ่นละอองและเชื้อโรค
6. ระดับเสียงและความสั่นสะเทือน (Noise and Vibration Control): ไม่ให้รบกวนผู้อยู่อาศัย

ข้อ 3: แผ่นฟอกอากาศจะหมดอายุนานเท่าไร

ก. 3-5 ปี

ข. ใช้ได้ตลอดไป

✓ ค. 6 เดือน

ง. 1-3 ปี

🔍 วิเคราะห์เจาะลึก: แผ่นฟอกอากาศเสริม (เช่น แผ่นกรองคาร์บอน หรือ HEPA Filter) ในเครื่องปรับอากาศจะมีประสิทธิภาพดักจับฝุ่นและดูดซับกลิ่นได้ดีที่สุดในช่วง 3 ถึง 6 เดือน แรก หลังจากนั้นเส้นใยจะเริ่มอุดตันและสารดูดซับกลิ่นจะอิ่มตัว ทำให้ต้องเปลี่ยนใหม่เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียและไม่ขวางทางลม

ข้อ 4: การฟอกอากาศมีวิธีการอย่างไร

ก. ใช้ประจุไฟฟ้า

ข. เติมออกซิเจนในอากาศ

ค. ใช้สารเคมี

✓ ง. ใช้แผ่นกรองชนิดพิเศษ

🔍 วิเคราะห์เจาะลึก: การฟอกอากาศพื้นฐานในระบบปรับอากาศจะอาศัย แผ่นกรองชนิดพิเศษ (Special Air Filter) เช่น แผ่นกรองเส้นใยสังเคราะห์ดักจับฝุ่น PM2.5 หรือแผ่นกรองคาร์บอน (Activated Carbon) ในการดักจับอนุภาคฝุ่นละอองและสารก่อภูมิแพ้ก่อนที่อากาศจะถูกปล่อยกลับเข้าสู่ห้อง

ข้อ 5: การฟอกอากาศเหตุใดฝุ่นละอองจึงหายไป

ก. เข้าไปจับในแผงคอยล์เย็น

ข. ได้รับความเย็นจึงไม่ฟุ้งกระจาย

ค. ฝุ่นละอองมีน้ำหนักมากจึงตก

✓ ง. ถูกแผ่นกรองจับไว้หมด

🔍 วิเคราะห์เจาะลึก: เมื่อพัดลมดูดอากาศภายในห้องให้ไหลผ่านหน้าหน้ากากแอร์ อนุภาคฝุ่นละอองที่มีขนาดใหญ่กว่าช่องว่างของเส้นใยฟิลเตอร์จะถูก ตะแกรงและเส้นใยของแผ่นกรอง (Filter Medias) ดักจับไว้ ทำให้อากาศที่ผ่านแผงคอยล์เย็นออกไปมีความสะอาดมากขึ้น

ข้อ 6: การลดความชื้นในห้องปรับอากาศทำได้อย่างไร

ก. อบด้วยความร้อน

✓ ข. ความชื้นกลั่นตัวในคอยล์เย็น

ค. ใช้สารดูดความชื้น

ง. ใช้เครื่องดูดความชื้น

🔍 วิเคราะห์เจาะลึก: เมื่ออากาศร้อนชื้นสัมผัสกับผิวของแผงคอยล์เย็น (Evaporator) ที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า "จุดน้ำค้าง" (Dew Point) ของอากาศ ไอน้ำที่แฝงอยู่ในอากาศจะเกิดการควบแน่นและกลั่นตัวเปลี่ยนสถานะกลายเป็นหยดน้ำเกาะตามฟินอะลูมิเนียม แล้วไหลลงสู่ถาดน้ำทิ้ง ทำให้อากาศที่พ่นออกมามีความชื้นสัมพัทธ์ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ข้อ 7: เหตุใดตากผ้าในห้องปรับอากาศจึงแห้งเร็ว

ก. มีลมพัดจึงแห้งเร็ว

ข. เป็นไปไม่ได้ที่จะแห้งเร็ว

ค. อากาศเย็นทำให้แห้งเร็ว

✓ ง. อากาศแห้งน้ำจึงระเหยได้มาก

🔍 วิเคราะห์เจาะลึก: การระเหยของน้ำขึ้นอยู่กับความต่างของความดันไอน้ำ ในห้องปรับอากาศ ระบบได้ทำการควบแน่นเอาความชื้นออกไป ทำให้อากาศในห้องมีความชื้นสัมพัทธ์ต่ำ (อากาศแห้ง) เมื่อนำผ้าเปียกมาตาก อากาศแห้งจึงสามารถรองรับและดูดซับไอน้ำจากผ้าเปียกให้ระเหยออกได้อย่างรวดเร็ว

ข้อ 8: ใช้เครื่องปรับอากาศให้ประหยัดไฟควรทำอย่างไร

ก. เปิดเฉพาะตอนนอน

ข. เริ่มเปิด 10 โมง ปิดพักเที่ยง และปิด 16.00 น.

✓ ค. ปรับอุณหภูมิ 26-27 และเปิดพัดลมช่วย

ง. ปรับอุณหภูมิ 28-29 และเปิดพัดลมช่วย

🔍 วิเคราะห์เจาะลึก: การปรับอุณหภูมิแอร์ไว้ที่ 26-27°C จะช่วยให้คอมเพรสเซอร์ทำงานน้อยลงและกินไฟลดลงอย่างมาก (ประหยัดพลังงานเพิ่มขึ้นประมาณ 10% ต่อการเพิ่มอุณหภูมิ 1°C) ร่วมกับการเปิดพัดลมเพื่อเพิ่มความเร็วลมปะทะร่างกาย (Wind Chill Effect) ทำให้เรารู้สึกเย็นสบายเท่ากับการเปิดแอร์ 24°C แต่จ่ายค่าไฟน้อยกว่ามาก

ข้อ 9: ห้องปรับอากาศต้องเปิดแง้มหน้าต่างเล็กน้อยเพื่ออะไร

ก. ให้มีอากาศหมุนเวียนในห้อง

✓ ข. ให้มีอากาศถ่ายเทกับภายนอก

ค. ไม่ควรทำเพราะความเย็นออก

ง. ให้มีโหลดความร้อนปรับอากาศ

🔍 วิเคราะห์เจาะลึก: การแง้มหน้าต่างหรือมีช่องระบายอากาศเล็กน้อย ช่วยให้อากาศบริสุทธิ์จากภายนอก (Fresh Air) เข้ามาถ่ายเท เพื่อเจือจางก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่เกิดจากการหายใจออกของคนในห้อง และเพิ่มปริมาณออกซิเจน (O2) ทำให้ผู้อยู่อาศัยไม่อึดอัดหรือไม่ง่วงนอน

ข้อ 10: แรงลมเท่าไรทำให้รู้สึกสุขสบาย

ก. 3-4 กม./ชม.

ข. ไม่แน่นอน แล้วแต่ความชอบ

✓ ค. 1-2 กม./ชม.

ง. ควรเปิดความเร็วปานกลาง

🔍 วิเคราะห์เจาะลึก: ความเร็วลมมาตรฐานในเขตสุขสบาย (Comfort Zone) ตามหลักวิศวกรรมการปรับอากาศจะอยู่ที่ประมาณ 15 - 25 เมตร/นาที หรือเทียบเท่า 1 - 2 กิโลเมตร/ชั่วโมง หากความเร็วลมสูงกว่านี้จะรู้สึกเหมือนโดนลมเป่าร่างจนผิวแห้งและไม่สบายตัว

ข้อ 11: เมื่อมีเครื่องปรับอากาศจะดูแลรักษาอย่างไร

ก. เติมสารความเย็นปีละครั้ง

ข. ใช้ไปเรื่อย ๆ เมื่อไม่เย็นแล้วจึงแก้ไข

ค. ล้างเครื่องทุก 3 เดือน

✓ ง. ล้างกรองอากาศทุก 3 เดือน

🔍 วิเคราะห์เจาะลึก: แผ่นกรองอากาศเป็นด่านแรกที่ดักจับฝุ่น การทำความสะอาดแผ่นกรองอย่างน้อยทุก 1-3 เดือน จะช่วยให้อากาศไหลผ่านเข้าคอยล์เย็นได้สะดวก คอมเพรสเซอร์ไม่ต้องทำงานหนัก และประหยัดค่าไฟฟ้า

ข้อ 12: ชุดคอยล์เย็นของเครื่องปรับอากาศใช้พัดลมแบบใด

ก. แบบใบพัด

✓ ข. แบบแรงเหวี่ยง

ค. แบบแรงลมมาก

ง. แบบหลายความเร็ว

🔍 วิเคราะห์เจาะลึก: พัดลมในชุดคอยล์เย็น (Evaporator) ต้องการแรงดันลมที่สม่ำเสมอ เงียบ และกระจายตามแนวยาว จึงใช้พัดลมเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง หรือ พัดลมแบบแรงเหวี่ยง (Centrifugal Fan / Cross Flow Fan)

ข้อ 13: ชุดคอยล์ร้อนของเครื่องปรับอากาศใช้พัดลมแบบใด

✓ ก. แบบใบพัด

ข. แบบแรงเหวี่ยง

ค. แบบแรงลมมาก

ง. แบบหลายความเร็ว

🔍 วิเคราะห์เจาะลึก: ชุดคอยล์ร้อน (Condenser) ต้องการปริมาณลมมหาศาลเพื่อพาความร้อนออกจากแผงควบแน่นออกสู่บรรยากาศภายนอก จึงเหมาะกับการใช้ พัดลมแบบใบพัด (Propeller Fan / Axial Fan) ซึ่งระบายปริมาณลมได้มากในพื้นที่เปิด

ข้อ 14: เครื่องปรับอากาศขนาดเล็กติดตั้งง่ายส่วนมากเป็นแบบใด

✓ ก. แบบติดผนัง

ข. แบบฝังในฝ้าเพดาน

ค. แบบติดหน้าต่าง

ง. แบบตั้งพื้นหรือแขวนเพดาน

🔍 วิเคราะห์เจาะลึก: แอร์แบบติดผนัง (Wall Type) เป็นประเภทที่ได้รับความนิยมสูงสุดสำหรับบ้านเรือนและห้องขนาดเล็ก เนื่องจากสวยงาม ประหยัดพื้นที่ เดินท่อน้ำยาง่าย และดูแลรักษาสะดวกที่สุด

ข้อ 15: เครื่องปรับอากาศแบบใดมีขนาดบีทียูมากที่สุด

ก. แบบฝังในฝ้า

ข. แบบติดผนัง

✓ ค. แบบตู้ตั้ง

ง. แบบตั้งพื้นหรือแขวนเพดาน

🔍 วิเคราะห์เจาะลึก: เครื่องปรับอากาศแบบตู้ตั้ง (Floor Standing / Commercial Package Type) ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในโถงขนาดใหญ่ หรือโรงงาน มีขนาดทำความเย็นสูงมาก ตั้งแต่ 30,000 BTU/hr ไปจนถึงมากกว่า 100,000+ BTU/hr

🛠️ หมวดที่ 2: อุปกรณ์ในระบบ อุปกรณ์ควบคุม และสเปกเครื่องปรับอากาศ

ข้อ 16: ชุดคอยล์เย็นของเครื่องปรับอากาศใช้พัดลมแบบใด

ก. แบบใบพัด

✓ ข. แบบกรงกระรอก

ค. แบบใบพัด

ง. แบบใดก็ได้ตามความเหมาะสม

🔍 วิเคราะห์เจาะลึก: พัดลมคอยล์เย็นแอร์ติดผนัง มีลักษณะเป็นทรงกระบอกยาว มีใบพัดถี่ๆ รอบตัว เรียกว่า พัดลมแบบกรงกระรอก (Squirrel Cage Fan / Cross-flow Fan)

ข้อ 17: ชุดคอยล์ร้อนของเครื่องปรับอากาศใช้พัดลมแบบใด

✓ ก. แบบใบพัด

ข. แบบกรงกระรอก

ค. แบบใบพัด

ง. แบบใดก็ได้ตามความเหมาะสม

🔍 วิเคราะห์เจาะลึก: คอยล์ร้อนใช้ พัดลมแบบใบพัด (Propeller Fan) เพื่อดูด/พัดอากาศผ่านแผงคอยล์ร้อนเพื่อระบายความร้อนออกนอกบ้าน

ข้อ 18: ชุดคอยล์เย็นของเครื่องปรับอากาศแบบติดผนังใช้พัดลมแบบใด

ก. แบบเฉพาะ

✓ ข. แบบกรงกระรอก

ค. แบบใบพัด

ง. แบบใดก็ได้ตามความเหมาะสม

🔍 วิเคราะห์เจาะลึก: คำตอบยืนยันเหมือนข้อ 16 ว่าแอร์ติดผนังใช้พัดลม แบบกรงกระรอก เพื่อความเงียบและการกระจายลมตามแนวยาว

ข้อ 19: พัดลมแบบกรงกระรอกมีคุณสมบัติอย่างไร

ก. ส่งลมได้ไกล

✓ ข. ให้ปริมาณลมมาก

ค. ระบายความร้อนได้ดี

ง. ปรับทิศทางของลมได้

🔍 วิเคราะห์เจาะลึก: พัดลมกรงกระรอกสามารถดักและกวาดอากาศได้เต็มหน้ากว้างของแผงคอยล์เย็น จึงทำให้ได้ ปริมาณลมมาก (High Air Volume) โดยมีระดับเสียงการทำงานที่เงียบ

ข้อ 20: ใบพัดลมแบบแรงเหวี่ยงมีทิศทางการหมุนอย่างไร

ก. หมุนได้อย่างเสรี

✓ ข. หมุนในทิศทางใบพัดดูดไปข้างหน้า

ค. หมุนในทิศทางใบพัดดันไปข้างหลัง

ง. หมุนแบบมีหลายความเร็ว

🔍 วิเคราะห์เจาะลึก: พัดลมกรงกระรอกส่วนใหญ่เป็นชนิด Forward Curved Blades โค้งไปข้างหน้า ซึ่งใบพัดจะหมุนกวาด ดูดและเหวี่ยงอากาศไปข้างหน้า ตามทิศทางการโค้งของใบ

ข้อ 21: เครื่องปรับอากาศขนาด 12,000 บีทียู ใช้คอมเพรสเซอร์รหัสบอร์ดอะไร

ก. AJ 5515 F

ข. RH 207 VRFT

✓ ค. AW5513EK

ง. SVB130FBBMT

🔍 วิเคราะห์เจาะลึก: การดูรหัสคอมเพรสเซอร์แบบลูกสูบ (Tecumseh): รหัส AW5513EK เลข "13" หมายถึงขนาดความสามารถทำความเย็นประมาณ 13,000 BTU/hr ซึ่งตรงกับขนาดแอร์ 12,000 - 13,000 BTU

ข้อ 22: จากข้อก่อนหน้า คาปาซิเตอร์รันของคอมเพรสเซอร์ควรมีขนาดเท่าไร

ก. 5 µF 370 V

ข. 10 µF 370 V

✓ ค. 30 µF 370 V

ง. 50 µF 370 V

🔍 วิเคราะห์เจาะลึก: คอมเพรสเซอร์แอร์ขนาด 12,000 BTU (ประมาณ 1 แรงม้า) จะใช้ Run Capacitor สำหรับขดลวดสตาร์ทขนาดประมาณ 30 µF ถึง 35 µF แรงดัน 370V/440V

ข้อ 23: เครื่องปรับอากาศประมาณ 35,000 บีทียู ใช้คอมเพรสเซอร์ขนาดเท่าไร และกินกระแสเท่าไร

ก. 1 แรงม้า 5 A

ข. 2 แรงม้า 10 A

✓ ค. 3 แรงม้า 15 A

ง. 4 แรงม้า 18 A

🔍 วิเคราะห์เจาะลึก: ขนาดความเย็น 1 แรงม้าเทียบเท่ากับประมาณ 12,000 BTU/hr ดังนั้น 35,000 BTU/hr จึงเทียบเท่ากับ 3 แรงม้า (3 HP) และในระบบไฟฟ้า 1 เฟส 220V จะกินกระแสไฟฟ้าประมาณ 15 แอมแปร์ (A)

ข้อ 24: คาปาซิเตอร์รันของคอมเพรสเซอร์ขนาด 35,000 บีทียู ควรมีขนาดเท่าไร

ก. 10 – 20 µF 370 V

ข. 20 – 30 µF 370 V

ค. 40 – 50 µF 370 V

✓ ง. 50 – 60 µF 370 V

🔍 วิเคราะห์เจาะลึก: คอมเพรสเซอร์ขนาดใหญ่ 3 แรงม้า (35,000 BTU) ต้องใช้ค่าความจุของ Run Capacitor สูงขึ้นเพื่อสร้างสนามแม่เหล็กหมุน โดยจะใช้ขนาด 50 – 60 µF 370V/450V

ข้อ 25: ถ้าใช้คอมเพรสเซอร์ขนาด 3 แรงม้า แบบสามเฟสจะกินกระแสไฟเท่าไร

ก. 4 A

✓ ข. 7 A

ค. 10 A

ง. 12 A

🔍 วิเคราะห์เจาะลึก: ตามสูตรกำลังไฟฟ้า 3 เฟส เมื่อใช้ระบบไฟฟ้า 380V แรงดันที่สูงขึ้นจะทำให้กระแสไฟฟ้าลดลงเหลือเพียงประมาณ 7 แอมแปร์ (ประหยัดขนาดสายไฟมากกว่าระบบ 1 เฟสที่กินถึง 15A)

ข้อ 26: ถ้าติดตั้งฟิลเตอร์ไดรเออร์กลับทิศทางลูกศรชี้จะเกิดผลเช่นไร

✓ ก. สารความเย็นไหลผ่านได้อาจมีสิ่งสกปรกออกมา

ข. สารความเย็นไหลผ่านไม่ได้

ค. สารความเย็นไหลผ่านได้แต่การกรองไม่ดี

ง. ใช้ได้ปกติแต่ประสิทธิภาพจะลดลงอย่างมาก

🔍 วิเคราะห์เจาะลึก: ฟิลเตอร์ไดรเออร์ (Filter Drier) มีไส้กรองและสารดูดความชื้นวางเรียงตามทิศทางการไหล หากใส่ย้อนทิศ แรงดันน้ำยาจะพัดเอาเศษสิ่งสกปรกและผงสารดูดความชื้นที่ดักเก็บไว้ให้ หลุดหลุดไหลย้อนกลับเข้าไปอุดตันในท่อรูเข็ม ได้

ข้อ 27: เครื่องปรับอากาศที่มีเซอร์วิสวาล์ว การเปลี่ยนฟิลเตอร์ไดรเออร์ทำอย่างไร

ก. ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน

ข. ติดตั้งไว้ที่ท่อทางอัดนอกเครื่อง

✓ ค. ติดตั้งไว้ที่ท่อทางอัดในชุดคอยล์ร้อน

ง. แล้วแต่ความสะดวกในการติดตั้ง

🔍 วิเคราะห์เจาะลึก: ฟิลเตอร์ไดรเออร์จะติดตั้งไว้ที่ ท่อทางอัด (Liquid Line) ภายในชุดคอยล์ร้อน ก่อนที่จะส่งน้ำยาลิควิดผ่านเซอร์วิสวาล์วออกไปยังคอยล์เย็น

ข้อ 28: เซอร์วิสวาล์วติดตั้งที่ส่วนใดของเครื่องปรับอากาศ

ก. ชุดคอยล์เย็น

✓ ข. ชุดคอยล์ร้อน

ค. ทั้งชุดคอยล์เย็นและชุดคอยล์ร้อน

ง. ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับผู้ผลิต

🔍 วิเคราะห์เจาะลึก: เซอร์วิสวาล์ว (Service Valve) จะถูกติดตั้งไว้ที่ ชุดคอยล์ร้อน (Condensing Unit) เสมอ ตรงจุดเชื่อมต่อท่อทางอัดและท่อทางดูด เพื่อใช้ในการบล็อกน้ำยา (Pump Down) และตรวจวัดแรงดัน

ข้อ 29: ถ้ามีความชื้นอยู่ในระบบจะเกิดผลเสียอย่างไร

✓ ก. เกิดกรดกัดกร่อนภายใน

ข. ให้ความเย็นไม่เต็มที่

ค. เกิดสนิมภายใน

ง. คอมเพรสเซอร์กินกระแสสูง

🔍 วิเคราะห์เจาะลึก: ความชื้น (H2O) เมื่อผสมกับสารทำความเย็นและน้ำมันคอมเพรสเซอร์ภายใต้อุณหภูมิสูง จะเกิดปฏิกิริยาเคมีได้ กรดเกลือ/กรดฟลูออริก (Acid) ซึ่งมีฤทธิ์กัดกร่อนฉนวนวานิชที่หุ้มขดลวดมอเตอร์ ทำให้คอมเพรสเซอร์เกิดการลัดวงจร (มอเตอร์ไหม้)

ข้อ 30: ตำแหน่งติดตั้งฟิลเตอร์ไดรเออร์อยู่ส่วนใดของระบบ

✓ ก. ก่อนท่อรูเข็ม

ข. ก่อนเข้าคอมเพรสเซอร์

ค. ก่อนเข้าชุดคอยล์เย็น

ง. ก่อนเข้าชุดคอยล์ร้อน

🔍 วิเคราะห์เจาะลึก: ฟิลเตอร์ไดรเออร์ต้องติดตั้งในท่อของเหลว ก่อนเข้าท่อรูเข็ม (Capillary Tube) เพื่อกรองเศษสิ่งสกปรกไม่ให้อุดตันรูเข็มเล็กๆ และดูดความชื้นก่อนสารทำความเย็นจะฉีดขยายตัว

ข้อ 31: เซอร์วิสวาล์วมีประโยชน์อย่างไร

ก. สะดวกในการติดตั้งเครื่อง

✓ ข. ใช้ตรวจวัดและเติมสารความเย็น

ค. ใช้กักเก็บสารความเย็น

ง. เป็นมาตรฐานเครื่องสมัยใหม่

🔍 วิเคราะห์เจาะลึก: ประโยชน์หลักของเซอร์วิสวาล์วคือเป็นช่องทางสำหรับช่างในการ ต่อเกจสายมินิโฟลด์เพื่อตรวจวัดความดัน ทำสุญญากาศ (Vacuum) และเติมสารทำความเย็น เข้าสู่ระบบ

⚡ หมวดที่ 3: มอเตอร์ไฟฟ้า วงจรควบคุม และการไล่สายขั้วมอเตอร์

ข้อ 32: มอเตอร์พัดลมเครื่องปรับอากาศเป็นมอเตอร์แบบใด

ก. Capacitor Motor

✓ ข. PSC Motor

ค. Split Phase Motor

ง. Induction Motor

🔍 วิเคราะห์เจาะลึก: มอเตอร์พัดลมแอร์ส่วนใหญ่เป็นแบบ PSC (Permanent Split Capacitor Motor) ข้อดีคือไม่ต้องใช้สวิตช์แรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางในการตัดคาปาซิเตอร์ แต่จะใช้คาปาซิเตอร์ต่อแช่อยู่ในวงจรตลอดเวลาขณะทำงาน ทำให้เงียบและทนทานมาก

โจทย์ต่อเนื่องสำหรับการหาขั้วมอเตอร์ (ข้อ 33 - 35)

วัดค่าความต้านทานระหว่างขั้วมอเตอร์ได้ดังนี้:

  • ขั้ว 1–2 = 37 Ω
  • ขั้ว 1–3 = 53 Ω
  • ขั้ว 2–3 = 16 Ω

ข้อ 33: ขั้ว C (Common) คือหมายเลขใด

ก. 1-2

ข. 2-3

ค. 1

✓ ง. 2

ข้อ 34: ขั้ว R (Run) คือหมายเลขใด

ก. 1-2

ข. 2-3

ค. 1

✓ ง. 3

ข้อ 35: ขั้ว S (Start) คือหมายเลขใด

ก. 1-2

ข. 2-3

✓ ค. 1

ง. 2

🔍 วิเคราะห์เจาะลึก (เทคนิคการคิดการหาขั้ว C-R-S): 1. หาขั้ว C (Common): คู่ที่มีค่าความต้านทาน สูงที่สุดคือขั้ว S กับ R ต่ออนุกรมกัน จากโจทย์คู่ 1–3 ได้ค่าสูงสุดคือ 53 Ω แสดงว่าขั้วที่เหลือคือ ขั้ว 2 จะต้องเป็นขั้ว C แน่นอน
2. หาขั้ว R และ S: นำขั้ว C (หมายเลข 2) ไปวัดเทียบกับขั้วที่เหลือ:
- วัด 2 ไป 1 ได้ 37 Ω (ค่ามากกว่า = ขดลวดสตาร์ท) ➔ ขั้ว 1 คือ S
- วัด 2 ไป 3 ได้ 16 Ω (ค่าน้อยกว่า = ขดลวดรัน) ➔ ขั้ว 3 คือ R

โจทย์ตารางการวัดความต้านทานมอเตอร์พัดลม 3 ความเร็ว (ข้อ 36 - 39)

ข้อมูลจากการวัด:

  • 1-2 = 18 Ω | 1-5 = 34 Ω | 2-5 = 52 Ω | 3-5 = 76 Ω
  • 1-3 = 42 Ω | 2-3 = 60 Ω | 3-4 = 77 Ω | 4-5 = 69 Ω
  • 1-4 = 35 Ω | 2-4 = 16 Ω

ข้อ 36: ขั้ว C ของพัดลมคือหมายเลขใด

ก. 4

ข. 5

✓ ค. 1

ง. 3

ข้อ 37: ขั้ว S (Start) ของพัดลมคือหมายเลขใด

ก. 4

ข. 5

ค. 1

✓ ง. 3

ข้อ 38: ขั้ว Medium (สปีดปานกลาง) ของพัดลมคือหมายเลขใด

ก. 4

✓ ข. 5

ค. 2

ง. 3

🔍 วิเคราะห์เจาะลึก (เทคนิคการถอดรหัสมอเตอร์พัดลมหลายสปีด): 1. หาขั้ว C: สังเกตขั้ว 1 เมื่อนำไปจับบวกความต้านทานคู่อื่นจะตรงตามวงจรเสมอ เช่น R(1-3)[42] + R(1-2)[18] = 60 Ω (ตรงกับคู่ 2-3 พอดี) ดังนั้น ขั้ว 1 คือ C (Common)
2. หาขั้ว S: วัดจาก C (ขั้ว 1) ไปหาขั้วความต้านทานสูงเดี่ยว คือ 1-3 = 42 Ω ดังนั้น ขั้ว 3 คือ S
3. จัดสปีดพัดลม (Run Taps): ขดลวดความเร็วจะวัดเทียบจากขั้ว C:
- 1-2 = 18 Ω (ต้านทานต่ำสุด ➔ กระแสไหลได้มากสุด) = สปีด High (ขั้ว 2)
- 1-5 = 34 Ω (ต้านทานปานกลาง) = สปีด Medium (ขั้ว 5)
- 1-4 = 35 Ω (ต้านทานสูงสุดในกลุ่มสปีด) = สปีด Low (ขั้ว 4)

ข้อ 39: มอเตอร์พัดลมชุดคอยล์เย็นแบบติดผนังมีกี่แบบ

ก. 4 แบบ

ข. 5 แบบ

ค. 2 แบบ

✓ ง. 3 แบบ

🔍 วิเคราะห์เจาะลึก: มอเตอร์คอยล์เย็นแอร์ติดผนังในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 3 แบบหลัก ตามลักษณะการควบคุม ได้แก่:
1. AC Multi-Tap Motor: ปรับความเร็วโดยเปลี่ยนขดลวดสปีด
2. PG Motor (Pulse Generator AC Motor): ควบคุมความเร็วด้วยสัญญาณป้อนกลับป้อนเข้าบอร์ดอิเล็กทรอนิกส์
3. DC Fan Motor (BLDC Motor): มอเตอร์กระแสสลับไร้แปลงถ่าน ควบคุมด้วยบอร์ดอินเวอร์เตอร์ ประหยัดไฟและปรับสปีดได้ละเอียดยิ่งขึ้น

ข้อ 40: มอเตอร์คอมเพรสเซอร์แบบ 3 เฟส ต่อวงจรภายในแบบใด

ก. แบบ มอเตอร์ทั่วไป

ข. แบบ มอเตอร์ 3 เฟส

ค. แบบ Delta

✓ ง. แบบ Star

🔍 วิเคราะห์เจาะลึก: ขดลวดภายในคอมเพรสเซอร์ 3 เฟสส่วนใหญ่จะถูกต่อรวมจุดกลางมาจากโรงงานแบบ Star (Wye) Connection เพื่อให้มีขั้วต่อออกมาภายนอกเพียง 3 ขั้ว (U, V, W) ง่ายต่อการต่อใช้งานและทนต่อแรงดันไฟฟ้าสูง

ข้อ 41: การต่อไฟเข้าคอมเพรสเซอร์ 3 เฟส ต้องมีวิธีต่ออย่างไร

ก. ต่อให้หมุนถูกทิศทาง

ข. ต่อแบบมอเตอร์ 3 เฟส

ค. ต่อแบบมอเตอร์ทั่วไป

✓ ง. ต่อให้เรียงลำดับเฟส

🔍 วิเคราะห์เจาะลึก: คอมเพรสเซอร์ 3 เฟสประเภทโรตารีและสกรอลล์ (Scroll Compressor) ถูกบังคับให้หมุนได้ทิศทางเดียวเท่านั้น หากต่อลำดับเฟสผิด (Phase Reversal) คอมเพรสเซอร์จะหมุนย้อนศร ไม่ทำความเย็น และกลไกภายในจะพังเสียหายอย่างรวดเร็ว จึงต้องต่อเรียงลำดับเฟส L1-L2-L3 ให้ถูกต้อง

ข้อ 42: การต่อไฟเข้าคอมเพรสเซอร์ 3 เฟส จะทราบได้อย่างไรว่าถูกต้องแล้ว

ก. กระแสขณะทำงานปกติ

ข. เสียงการทำงานนุ่มนวลกว่า

✓ ค. ใช้มิเตอร์ตรวจลำดับเฟส

ง. มอเตอร์ทำงานได้ตามปกติ

🔍 วิเคราะห์เจาะลึก: วิธีที่ปลอดภัยและได้มาตรฐานทางวิศวกรรมที่สุดก่อนการจ่ายไฟจริง คือการใช้ Phase Sequence Meter (มิเตอร์วัดลำดับเฟส) ตรวจวัดสายไฟเลี้ยงว่าเป็น R-S-T (L1-L2-L3) ตามลำดับขั้วคอมเพรสเซอร์หรือไม่

ข้อ 43: ข้อใดคือคาปาซิเตอร์รัน (Run Capacitor)

ก. 2,000 µF 100 V

ข. 10,000 µF 60 V

✓ ค. 45 µF 450 V

ง. 100 F 250 V

🔍 วิเคราะห์เจาะลึก: คาปาซิเตอร์รันสำหรับแอร์ ต้องเป็นชนิด AC Capacitor ที่ไม่มีขั้ว และทนแรงดันไฟฟ้าสูงได้ถึง 370V - 450V ส่วนค่าความจุจะอยู่ในช่วงสิบไมโครฟารัด (เช่น 30-60 µF) ตัวเลือก ค. จึงเป็นคำตอบเดียวที่ถูกต้อง

ข้อ 44: เครื่องปรับอากาศขนาด 13,200 บีทียู ใช้คาปาซิเตอร์ขนาดเท่าไร

✓ ก. 30 µF 450 V

ข. 60 µF 450 V

ค. 5 µF 450 V

ง. 15 µF 450 V

🔍 วิเคราะห์เจาะลึก: คอมเพรสเซอร์แอร์ขนาด 12,000 - 13,200 BTU (1 แรงม้า) จะใช้ Run Capacitor พิกัดมาตรฐานคือ 30 µF 450V

ข้อ 45: ถ้าใช้คาปาซิเตอร์ไม่เหมาะสมกับมอเตอร์จะเกิดผลเสียอย่างไร

ก. มอเตอร์กินกระแสสูง

ข. ถ้ามอเตอร์หมุนได้ก็ไม่เป็นไร

ค. คาปาซิเตอร์เสียหาย

✓ ง. มอเตอร์เสียหาย

🔍 วิเคราะห์เจาะลึก: หากใช้คาปาซิเตอร์ผิดขนาด ค่าความจุสูงหรือต่ำเกินไป จะทำให้มุมเฟสของกระแสไฟฟ้าในขดลวดสตาร์ทเพี้ยนไป ส่งผลให้เกิดความร้อนสะสมสูงในตัวมอเตอร์ มอเตอร์หมุนไม่ได้รอบ สั่น และ ขดลวดมอเตอร์ไหม้เสียหายในที่สุด

ข้อ 46: โพเทนเชียลรีเลย์ (Potential Relay) ทำหน้าที่อะไร

ก. ใช้ตัดขดสตาร์ทของมอเตอร์

✓ ข. ใช้ตัดคาปาซิเตอร์สตาร์ท

ค. ใช้สตาร์ทคอมเพรสเซอร์

ง. ใช้ป้องกันคอมเพรสเซอร์

🔍 วิเคราะห์เจาะลึก: โพเทนเชียลรีเลย์ อาศัยแรงดันแรงดันไฟฟ้าเหนี่ยวนำย้อนกลับ (Back EMF) จากขดลวดสตาร์ท เมื่อมอเตอร์หมุนได้ความเร็วประมาณ 75-80% คอยล์ของรีเลย์จะทำงานเพื่อ ปลดตัดคาปาซิเตอร์สตาร์ท (Start Capacitor) ออกจากวงจร เพื่อไม่ให้คาปาซิเตอร์ระเบิด

ข้อ 47: สวิตช์เครื่องปรับอากาศต่างจากสวิตช์พัดลมอย่างไร

✓ ก. มีขั้วต่อสำหรับพัดลมและคอมเพรสเซอร์

ข. ไม่แตกต่างกันใช้แทนกันได้

ค. มีปุ่มปรับมากกว่า

ง. มีขั้วให้เลือกใช้มากกว่า

🔍 วิเคราะห์เจาะลึก: สวิตช์เลือกการทำงานของแอร์ (Selector Switch) จะมีคอนแทกต์แยกสั่งงาน 2 ส่วนคือ สั่งพัดลม (Fan) และสั่งคอมเพรสเซอร์ (Comp) ให้ทำงานสัมพันธ์กันตามโหมดที่เลือก

ข้อ 48: กลไกดีฟเฟอเรนเชียล (Differential) มีประโยชน์อย่างไร

ก. หน้าสัมผัสเคลื่อนที่ได้รวดเร็วขึ้น

ข. การทำงานเที่ยงตรงและแม่นยำ

ค. การตัดและการต่อที่อุณหภูมิต่างกันมากขึ้น

✓ ง. ข้อ ก. และข้อ ค. ถูก

🔍 วิเคราะห์เจาะลึก: กลไก Differential ในเทอร์โมสตัตหรือเพรสเชอร์สวิตช์ ช่วยสร้างความแตกต่างระหว่างจุดตัด (Cut-out) และจุดต่อ (Cut-in) ไม่ให้กระชั้นชิดเกินไป เพื่อป้องกันไม่ให้อุปกรณ์ ตัด-ต่อถี่เกินไป (Hunting) และยังช่วยให้หน้าสัมผัสดีดตัดต่อได้รวดเร็วป้องกันการเกิดประกายไฟ (Arcing)

ข้อ 49: ถ้าสารความเย็นรั่วซึมออกจากระบบ อุปกรณ์ใดจะทำงาน

✓ ก. โลเพรสเชอร์คอนโทรล

ข. เทอร์โมสตัต

ค. เพรสเชอร์คอนโทรล

ง. ไฮเพรสเชอร์คอนโทรล

🔍 วิเคราะห์เจาะลึก: เมื่อสารทำความเย็นรั่วซึม ความดันในระบบด้านทางดูดจะตกลง อุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัย Low Pressure Control (โลเพรสเชอร์คอนโทรล) จะตรวจจับความดันต่ำกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ แล้วตัดวงจรไฟฟ้าหยุดการทำงานของคอมเพรสเซอร์ทันทีเพื่อป้องกันคอมเพรสเซอร์พัง

ข้อ 50: เมื่อใช้เครื่องป้องกันไฟตกไฟเกินควรปรับตั้งไว้ที่กี่เปอร์เซ็นต์

ก. 5%

✓ ข. 10%

ค. 0%

ง. ไม่ควรปรับตั้งใด ๆ

🔍 วิเคราะห์เจาะลึก: ตามมาตรฐานระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ป้องกันแรงดันไฟฟ้าผันผวน (Over-Under Voltage Relay) จะตั้งค่าเบี่ยงเบนยอมรับได้ไว้ที่ ±10% ของแรงดันไฟฟ้าพิกัด (เช่น ระบบ 220V จะยอมรับช่วงแรงดัน 198V - 242V) เพื่อป้องกันขดลวดมอเตอร์ไหม้จากภาวะไฟตกหรือไฟเกิน

หวังว่าบทความคลังข้อสอบและเฉลยเจาะลึกชุดนี้ จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านทุกท่านในการนำไปศึกษา ทบทวนความรู้ หรือเตรียมตัวสอบนะครับ! หากเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์อย่าลืมกดแชร์แบ่งปันให้เพื่อนๆ ในสายงานช่างได้อ่านกันด้วยนะครับ แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้าครับ!

ผลงานและคลิปที่น่าสนใจ


สายด่วนเรื่อง แอร์เสียทุกอาการ
และรายได้เสริมทำได้ไม่กระทบงานประจำ

รับสายช่วง 06.00-23.59 ทุกวัน

ติดต่อสายด่วน คลิก!

คุณได้รับคำเชิญให้เข้าร่วม "ช่างแอร์ชื่อเฉิน มอบรายได้รายวันสู่คนไทย สนใจอาชีพเสริมเข้ากลุ่่ม" โปรดแตะลิงก์ด้านล่างเพื่อเข้าร่วมโอเพนแชทนี้

เข้าร่วม OpenChat

รับงานรีวิว ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
ทุกประเภท ทั่วประเทศไทย

ขายออนไลน์ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภท ให้คนไทย 195 ประเทศ
| พาดูที่ | padootee | padootee NO.1 Real Estate

สายด่วนรับสายช่วง 06.00-21.00 ทุกวัน

สนใจลงโฆษณาติดต่อคลิก!

คุณได้รับคำเชิญให้เข้าร่วม "พาดูที่ padootee อสังหาริมทรัพย์ทุกประเภท และมอบรายได้ให้คนไทยทุกคน" โปรดแตะลิงก์ด้านล่างเพื่อเข้าร่วมโอเพนแชทนี้

เข้าร่วม OpenChat

สายด่วนคุยกับช่างแอร์ชื่อเฉิน

https://lin.ee/Uo1mXXk

(รับสายช่วง 06.00-23.59 ทุกวัน)

คุณได้รับคำเชิญให้เข้าร่วม "ช่างแอร์ชื่อเฉิน"
โปรดแตะลิงก์ด้านล่างเพื่อเข้าร่วมโอเพนแชทนี้

🟩 คลิกที่นี่เข้ากลุ่มไลน์