รวมแนวข้อสอบช่างแอร์ 50 ข้อ พร้อมเฉลยและคำอธิบายละเอียด (อัปเดตล่าสุด)

หน้าแรก » ช่างซ่อมแอร์ » รวมแนวข้อสอบช่างแอร์ 50 ข้อ พร้อมเฉลยและคำอธิบายละเอียด (อัปเดตล่าสุด)
คลังข้อสอบช่างแอร์ 50 ข้อ พร้อมเฉลย

📚 คลังข้อสอบช่างแอร์: รวม 50 ข้อสอบพร้อมเฉลยและวิเคราะห์เจาะลึกแบบจัดเต็ม! (อัปเดตล่าสุด)

หากคุณกำลังศึกษาเกี่ยวกับระบบปรับอากาศ หรือเตรียมตัวสอบมาตรฐานช่างแอร์ โพสต์นี้คือ "ขุมทรัพย์" สำหรับคุณครับ! เราได้รวบรวมชุดข้อสอบสุดหินจำนวน 50 ข้อ ครอบคลุมทั้งเรื่องพื้นฐานไฟฟ้า, สารทำความเย็น และการคำนวณโหลดความร้อน มาพร้อมตัวเลือกทุกข้อ เฉลย และ "คำอธิบายเชิงลึก" ว่าทำไมข้อนั้นถึงถูกต้อง เพื่อให้คุณเข้าใจหลักการที่แท้จริงแบบถึงแก่น

*(สัมผัสหรือคลิกที่รูปภาพเพื่อซูมดูแบบ HD เต็มจอ)* ภาพประกอบข้อสอบช่างแอร์ HD


⚡ หมวดที่ 1: วงจรไฟฟ้าเครื่องปรับอากาศ (15 ข้อ)

ข้อ 1. การใช้งานเครื่องปรับอากาศที่ไม่ใช้รีโมตมีปุ่มปรับเพื่อควบคุมการทำงานกี่ปุ่ม
ก. 3 ปุ่มปรับ
ข. 4 ปุ่มปรับ
ค. 1 ปุ่มปรับ
✅ ง. 2 ปุ่มปรับ
💡 วิเคราะห์: แอร์รุ่นเก่าหรือแอร์ติดหน้าต่าง (Window Type) แบบแมนนวล จะมีปุ่มหลักบนหน้าปัดเพียง 2 ปุ่ม คือ 1. ปุ่มตั้งอุณหภูมิ (Thermostat) และ 2. ปุ่มความเร็วพัดลม (Fan Speed)
ข้อ 2. จากข้อ 1 การควบคุมเครื่องปรับอากาศโดยพื้นฐานทำอย่างไรบ้าง
ก. ปรับบานสวิงทิศทางลมและฟอกอากาศ
ข. ปรับไล่ความชื้นและตั้งเวลาได้
ค. เปิดและปิดเครื่อง
✅ ง. ปรับอุณหภูมิและความเร็วลม
💡 วิเคราะห์: เป็นการควบคุมขั้นพื้นฐานที่สุดเพื่อให้แอร์ทำงานตามความต้องการของร่างกายมนุษย์ ส่วนระบบสวิงหรือตั้งเวลาเป็นเพียงฟังก์ชันเสริม
ข้อ 3. วงจรไฟฟ้าเครื่องปรับอากาศแบบติดหน้าต่างกับแบบแยกส่วน ต่างกันอย่างไร
ก. ต่างกันที่พัดลมระบายความร้อน
✅ ข. ต่างกันที่แมกเนติกคอนแทคเตอร์
ค. ไม่ต่างกันเลย
ง. ต่างกันที่การทำงาน
💡 วิเคราะห์: แอร์แยกส่วน (Split Type) จะมีชุดคอยล์ร้อนอยู่ภายนอก จึงต้องใช้ "แมกเนติกคอนแทคเตอร์" เป็นสวิตช์แม่เหล็กไฟฟ้าขนาดใหญ่ เพื่อรับสัญญาณไฟต่ำจากคอยล์เย็น ไปสั่งจ่ายไฟกระแสสูงให้กับคอมเพรสเซอร์ ซึ่งแอร์หน้าต่างไม่ต้องใช้เพราะต่อตรงในเครื่องเดียว
ข้อ 4. เหตุใดจึงใส่แมกเนติกคอนแทคเตอร์ที่คอยล์ร้อน
ก. ป้องกันกระแสเกิน
ข. ป้องกันอุปกรณ์ควบคุมเสียหาย
✅ ค. เพื่อควบคุมคอมเพรสเซอร์
ง. เพื่อควบคุมคอยล์ร้อน
💡 วิเคราะห์: คอมเพรสเซอร์กินกระแสไฟฟ้าสูงมากตอนสตาร์ต หากใช้บอร์ดอิเล็กทรอนิกส์จ่ายไฟให้โดยตรง หน้าสัมผัสรีเลย์ในบอร์ดจะไหม้ จึงต้องใช้หน้าสัมผัสใหญ่ๆ ของแมกเนติกมารับภาระนี้แทน
ข้อ 5. เครื่องปรับอากาศขนาดกี่บีทียูจึงใช้รีเลย์สตาร์ตคอมเพรสเซอร์
✅ ก. ขนาด 25,000 บีทียูขึ้นไปถือเป็นขนาดใหญ่
ข. แล้วแต่ยี่ห้อเพื่อเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์
ค. ทุกขนาดเพื่อให้ทำงานได้
ง. ขนาด 50,000 บีทียูขึ้นไปให้ทำงานดีขึ้น
💡 วิเคราะห์: คอมเพรสเซอร์ขนาด 2 ตันความเย็นขึ้นไป (24,000 - 25,000 BTU) มักมีลูกสูบหรือโรเตอร์ขนาดใหญ่ ต้องการแรงบิดในการออกตัวสูงมาก จึงต้องอาศัยรีเลย์สตาร์ตและแคปสตาร์ตมาช่วยกระชากกระแสในเสี้ยววินาทีแรก
ข้อ 6. การใช้กล่องควบคุมเครื่องปรับอากาศ ขั้วอะไรใช้ต่อควบคุมคอมเพรสเซอร์
ก. ขั้ว Med
ข. ขั้ว Swing
ค. ขั้ว L
✅ ง. ขั้ว C
💡 วิเคราะห์: บนแผงบอร์ด (PCB) ตัวอักษร C หรือ COMP ย่อมาจาก Compressor ใช้สำหรับต่อสายไฟส่งสัญญาณไปหาแมกเนติกคอนแทคเตอร์
ข้อ 7. การใช้กล่องควบคุมเครื่องปรับอากาศ อุปกรณ์ใดจำเป็นต้องใช้
ก. เทอร์โมฟิวส์
✅ ข. แมกเนติกคอนแทคเตอร์
ค. เพรสเชอร์คอนโทรล
ง. เครื่องป้องกันไฟฟ้า 3 เฟส
💡 วิเคราะห์: กล่องคอนโทรลมีเพียงรีเลย์ตัวจิ๋ว จึงไม่สามารถทนกระแสหลักของแอร์ได้ จำเป็นต้องมีแมกเนติกเป็น "ตัวกลาง" คอยรับคำสั่งไปเปิด-ปิดไฟเส้นใหญ่เสมอ
ข้อ 8. อุปกรณ์ใดที่เครื่องปรับอากาศตามบ้านเรือน 220 โวลต์ ไม่ต้องใช้เลย
ก. Pressure Control
ข. Potential Relay
✅ ค. Phase Protection
ง. Magnetic Contactor
💡 วิเคราะห์: ไฟบ้านทั่วไปคือไฟ 1 เฟส (220V) แต่ Phase Protection เป็นอุปกรณ์เช็กเฟสและป้องกันไฟสลับเฟส ซึ่งใช้เฉพาะกับระบบไฟ 3 เฟส (380V) ในโรงงานหรือแอร์พาณิชย์ขนาดใหญ่เท่านั้น
ข้อ 9. วงจรไฟฟ้าเครื่องปรับอากาศที่ใช้ไฟ 3 เฟส เหมือนกันกับวงจรที่ใช้ไฟฟ้าเฟสเดียวอย่างไร
✅ ก. ใช้ไฟฟ้า 1 เฟสในการควบคุม
ข. กล่องควบคุมและมอเตอร์พัดลม
ค. ใช้ไฟฟ้าเหมือนกัน
ง. ถูกทั้งข้อ ก. และข้อ ข.
💡 วิเคราะห์: แม้คอมเพรสเซอร์จะกินไฟ 3 เฟส แต่ระบบสมองกล (บอร์ดควบคุม, มอเตอร์สวิง, รีเลย์) ยังคงใช้ไฟ 1 เฟส 220V ในการทำงานอยู่ดี
ข้อ 10. วงจรไฟฟ้าเครื่องปรับอากาศที่ใช้ไฟ 3 เฟส แตกต่างจากวงจรที่ใช้ไฟฟ้าเฟสเดียวอย่างไร
ก. กล่องควบคุมและมอเตอร์พัดลม
✅ ข. คอมเพรสเซอร์
ค. ใช้ไฟฟ้าต่างกัน
ง. ใช้ไฟฟ้า 3 เฟสในการควบคุม
💡 วิเคราะห์: คอมเพรสเซอร์ 3 เฟส จะใช้ขดลวดมอเตอร์ภายใน 3 ชุด รับไฟ 3 เส้น (L1, L2, L3) เพื่อให้ได้กำลังขับและแรงบิดมหาศาล ต่างจากแอร์ 1 เฟสที่ใช้ไฟฟ้าเส้นเดียว
ข้อ 11. วงจรไฟฟ้าเครื่องปรับอากาศมีแมกเนติกคอนแทคเตอร์ ถ้าใช้สายไฟเบอร์ 4 Sq. mm. สายที่ต่อจากเทอร์โมสตัตไปยังคอยล์ร้อนควรเป็นเบอร์อะไร
ก. 6 Sq. mm.
✅ ข. 1 Sq. mm.
ค. 4 Sq. mm.
ง. แล้วแต่ผู้ผลิต
💡 วิเคราะห์: สายเทอร์โมสตัตทำหน้าที่แค่ส่งสัญญาณไฟเล็กๆ ไปเลี้ยงขดลวดแม่เหล็ก (Coil) ของแมกเนติกเท่านั้น ไม่ได้รับโหลดกระแสสูง จึงใช้สายขนาดเล็ก 1.0 หรือ 1.5 Sq. mm. ก็เพียงพอ
ข้อ 12. เครื่องปรับอากาศที่ใช้ไฟ 3 เฟส ถ้าสาย U V W ใช้สายเบอร์ 4 Sq. mm. สายนิวทรัล (N) ใช้เบอร์อะไร
ก. 6 Sq. mm.
ข. 1 Sq. mm.
✅ ค. 4 Sq. mm.
ง. แล้วแต่ผู้ผลิต
💡 วิเคราะห์: ตามมาตรฐานวิศวกรรมไฟฟ้า การเดินสายไฟ 3 เฟส 4 สาย หากสายเส้นไฟหลัก (Phase) มีขนาดไม่เกิน 16 Sq. mm. สายนิวทรัล (N) จะต้องมีขนาด "เท่ากัน" เพื่อรองรับกระแสไฟที่ไม่สมดุล (Unbalanced Load)
ข้อ 13. อุปกรณ์ใดในเครื่องปรับอากาศรถยนต์ทำหน้าที่คล้ายกับแมกเนติกคอนแทคเตอร์
ก. สวิตช์กุญแจ
ข. แบตเตอรี่
ค. รีเลย์
✅ ง. คลัตช์แม่เหล็ก
💡 วิเคราะห์: หลักการเดียวกัน! แมกเนติกในแอร์บ้านใช้แม่เหล็กดูดให้ "หน้าสัมผัสไฟฟ้า" ต่อกัน ส่วนคลัตช์แม่เหล็กแอร์รถยนต์ใช้แม่เหล็กดูด "พูลเลย์" ให้จับกับแกนคอมเพรสเซอร์เพื่อใช้แรงปั่นจากเครื่องยนต์
ข้อ 14. อุปกรณ์ใดในเครื่องปรับอากาศรถยนต์ทำหน้าที่ตัดต่อกำลังเครื่องยนต์กับคอมเพรสเซอร์
ก. รีเลย์
✅ ข. คลัตช์แม่เหล็ก
ค. เทอร์โมสตัต
ง. สวิตช์
💡 วิเคราะห์: เมื่อในรถร้อน เทอร์โมสตัตจะจ่ายไฟไปที่คลัตช์แม่เหล็กให้ดูดติด ทำให้กำลังจากสายพานเครื่องยนต์ถูกถ่ายทอดไปหมุนคอมเพรสเซอร์
ข้อ 15. Time Delay มีประโยชน์อย่างไร
ก. ป้องกันไฟตกไฟเกิน
ข. ป้องกันวงจรเสียหาย
ค. ป้องกันเครื่องทำงานเกินกำลัง
✅ ง. ป้องกันคอมเพรสเซอร์ล็อก
💡 วิเคราะห์: หากแอร์ดับและติดทันที แรงดันน้ำยาฝั่งท่ออัดจะยังสูงมาก คอมเพรสเซอร์จะสู้แรงดันไม่ไหวและแกนมอเตอร์ล็อก (ไหม้ได้) Time Delay จะหน่วงเวลา 3 นาทีเพื่อรอให้แรงดันทั้งสองฝั่งสมดุลก่อนเสมอ

🧪 หมวดที่ 2: สารความเย็นและน้ำมันหล่อลื่น (20 ข้อ)

ข้อ 1. สารความเย็นจะเกิดความเย็นขึ้นเมื่อใด
ก. เมื่อถูกอัด
ข. เมื่อเป็นของเหลว
✅ ค. เมื่อระเหยกลายเป็นไอ
ง. เมื่อถูกระบายความร้อนออก
💡 วิเคราะห์: ตามหลักอุณหพลศาสตร์ เมื่อของเหลวเดือดและระเหยเป็นไอ (ในคอยล์เย็น) มันจะดูดซับความร้อนจากอากาศรอบข้าง ทำให้อากาศที่พัดออกมามีความเย็น
ข้อ 2. สารความเย็นจะกลายเป็นของเหลวเมื่อใด
ก. เมื่อถูกอัด
✅ ข. เมื่อถูกระบายความร้อนออก
ค. เมื่อปล่อยออกสู่ความดันต่ำ
ง. เมื่อผลิตเสร็จแล้วบรรจุลงในถัง
💡 วิเคราะห์: ไอความร้อนสูงจากคอมเพรสเซอร์ เมื่อวิ่งผ่านคอยล์ร้อนและถูกพัดลมเป่าระบายความร้อนทิ้ง จะเกิดการควบแน่นกลับมาเป็นของเหลวอีกครั้งเพื่อวนกลับไปใช้งานต่อ
ข้อ 3. สารความเย็นแบ่งออกตามสารประกอบเป็นกี่กลุ่ม
✅ ก. 3 กลุ่ม
ข. 5 กลุ่ม
ค. 7 กลุ่ม
ง. 9 กลุ่ม
💡 วิเคราะห์: แบ่งเป็น 1. CFC (ทำลายโอโซนสูงมาก), 2. HCFC (ทำลายโอโซนต่ำ เช่น R-22), และ 3. HFC (ไม่ทำลายโอโซน เช่น R-32, R-410a)
ข้อ 4. สารความเย็น R-134a จัดอยู่ในสารประกอบประเภทใด
ก. CFC
ข. HCFC
ค. CHLC
✅ ง. HFC
💡 วิเคราะห์: R-134a เป็นสารกลุ่ม Hydrofluorocarbon ไม่มีสารคลอรีนผสม จึงปลอดภัยต่อชั้นโอโซน (ODP = 0)
ข้อ 5. สารความเย็น R-400 มีคุณสมบัติอย่างไร
✅ ก. เป็นสารผสมมีจุดเดือดหลายค่า
ข. เป็นสารผสมมีจุดเดือดค่าใกล้เคียงกัน
ค. เป็นพิษและอาจติดไฟ
ง. ความดันสูงและเย็นจัด
💡 วิเคราะห์: น้ำยากลุ่ม 400 (เช่น R-410a, R-407c) เรียกว่าสารกลุ่ม Zeotropic เกิดจากการนำสารหลายตัวมาผสมกัน ทำให้เมื่อระเหย จุดเดือดของสารแต่ละตัวจะไม่พร้อมกัน (มีค่าอุณหภูมิเลื่อนไหล หรือ Glide)
ข้อ 6. สารความเย็น R-500 มีคุณสมบัติอย่างไร
ก. เป็นสารผสมตัวมีจุดเดือดหลายค่า
✅ ข. เป็นสารผสมมีจุดเดือดค่าใกล้เคียงกัน
ค. เป็นพิษและอาจติดไฟ
ง. ความดันสูงและเย็นจัด
💡 วิเคราะห์: น้ำยากลุ่ม 500 เรียกว่าสารกลุ่ม Azeotropic แม้จะเป็นสารผสม แต่มันรวมตัวเป็นเนื้อเดียวกัน ทำให้มีจุดเดือดเพียงค่าเดียว ทำตัวเสมือนเป็นสารเชิงเดี่ยว
ข้อ 7. สารความเย็น R-600 มีคุณสมบัติอย่างไร
ก. เป็นสารผสมมีจุดเดือดหลายค่า
ข. เป็นสารผสมมีจุดเดือดค่าใกล้เคียงกัน
✅ ค. ไม่เป็นพิษแต่ติดไฟ
ง. ความดันสูงมากและเย็นจัด
💡 วิเคราะห์: R-600a (Isobutane) เป็นก๊าซธรรมชาติ เย็นจัดและเป็นมิตรกับโลกมาก แต่มันคือ "ก๊าซหุงต้ม" ชนิดหนึ่ง จึงมีความไวไฟสูง นิยมใช้แค่ในตู้เย็นเพราะใช้น้ำยาปริมาณน้อย
ข้อ 8. สารความเย็น R-700 มีคุณสมบัติอย่างไร
ก. เป็นสารผสมมีจุดเดือดหลายค่า
ข. เป็นสารผสมมีจุดเดือดค่าใกล้เคียงกัน
ค. ไม่เป็นพิษแต่ติดไฟ
✅ ง. ความดันสูงมากและเย็นจัด
💡 วิเคราะห์: กลุ่ม 700 คือสารอนินทรีย์ เช่น แอมโมเนีย (R-717) หรือ คาร์บอนไดออกไซด์ (R-744) ต้องทำงานในระบบทนแรงดันสูงทะลุเพดาน แต่นำความร้อนได้ดีเยี่ยม ใช้ในอุตสาหกรรมห้องเย็นขนาดใหญ่
ข้อ 9. สารความเย็นที่อยู่ในกลุ่มความดันต่ำได้แก่สารความเย็นในข้อใด
✅ ก. R-123
ข. R-134a
ค. R-410a
ง. R-740
💡 วิเคราะห์: R-123 เป็นน้ำยาแรงดันต่ำ (Low Pressure) นิยมใช้ในเครื่องชิลเลอร์ (Chiller) แบบหอยโข่งขนาดใหญ่ในห้างสรรพสินค้า
ข้อ 10. สารความเย็นที่อยู่ในกลุ่มความดันสูงมากได้แก่สารความเย็นในข้อใด
ก. R-123
ข. R-134a
✅ ค. R-410a
ง. R-740
💡 วิเคราะห์: R-410a มีแรงดันขณะทำงานสูงกว่า R-22 ถึง 1.6 เท่า (ฝั่ง High Pressure อาจพุ่งทะลุ 400 PSI) ท่อทองแดงและอุปกรณ์จึงต้องหนาเป็นพิเศษ
ข้อ 11. สารความเย็นอะไรรุ่นเก่าที่กำลังจะถูกยกเลิกให้ใช้ในขณะนี้
ก. R-12
✅ ข. R-22
ค. R-134a
ง. R-410a
💡 วิเคราะห์: ประเทศไทยและทั่วโลกมีสนธิสัญญายกเลิกการผลิตและนำเข้าน้ำยา R-22 (Phase-out) เนื่องจากมีส่วนผสมของคลอรีนที่ทำลายชั้นบรรยากาศ
ข้อ 12. เหตุใดจึงยกเลิกใช้สารความเย็นรุ่นเก่า
ก. ทำลายอากาศจนโลกร้อน
ข. ให้ความเย็นน้อยสิ้นเปลืองพลังงาน
✅ ค. ภาวะเรือนกระจกและทำลายโอโซน
ง. ไม่ปลอดภัยเป็นพิษและติดไฟ
💡 วิเคราะห์: อะตอมของคลอรีนในน้ำยารุ่นเก่า เมื่อลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศจะไปทำปฏิกิริยาทำลายก๊าซโอโซน ทำให้รังสี UV ส่องมาถึงพื้นโลกได้มากขึ้น
ข้อ 13. สารความเย็นที่ใช้กับห้องแช่แข็งคือข้อใด
ก. R-123
ข. R-134a
ค. R-410a
✅ ง. R-404a
💡 วิเคราะห์: R-404a ถูกออกแบบมาเพื่องานอุณหภูมิติดลบต่ำๆ (Low Temp) โดยเฉพาะ จึงเป็นพระเอกในวงการตู้แช่แข็งและห้องเย็นเชิงพาณิชย์
ข้อ 14. เมื่อใช้งานเครื่องปรับอากาศ สารความเย็นในระบบลดน้อยลงสามารถเติมเพิ่มได้ทันทีคือข้อใด
✅ ก. R-134a
ข. R-404a
ค. R-410a
ง. R-502
💡 วิเคราะห์: R-134a เป็นสารประกอบเชิงเดี่ยว (Pure Substance) เมื่อเกิดการรั่วไหล สัดส่วนของน้ำยาในระบบจะไม่เพี้ยน จึงสามารถเติมน้ำยาเข้าไปเพิ่ม (Top-up) ได้ทันที
ข้อ 15. เมื่อใช้งานเครื่องปรับอากาศ สารความเย็นในระบบลดน้อยลง ไม่สามารถเติมเพิ่มได้ทันที ต้องทำสุญญากาศใหม่แล้วเติมเข้าไปใหม่แบบของเหลวเท่านั้นเพราะเหตุใด
✅ ก. เป็นสารผสมมีจุดเดือดหลายค่า
ข. เป็นสารพิเศษถ้าเติมเพิ่มเลยจะไม่เย็น
ค. ให้ระบบสะอาดปราศจากความชื้น
ง. เป็นวิธีของเครื่องรุ่นใหม่ที่ประหยัดไฟมาก
💡 วิเคราะห์: หากแอร์ใช้สารกลุ่มผสม (Zeotropic) เมื่อท่อรั่ว สารประกอบตัวที่เบาและจุดเดือดต่ำกว่าจะระเหยหนีออกไปก่อน ทำให้สัดส่วนน้ำยาที่เหลือเพี้ยนไป ถ้าดันทุรังเติมเข้าไปแอร์จะไม่เย็นฉ่ำ ต้องปล่อยทิ้งและแวคคั่มใหม่ทั้งหมด
ข้อ 16. เครื่องปรับอากาศ R-22 กับ R-32 เหตุใดจึงห้ามใช้แมนิโฟลด์เกจร่วมกัน
ก. มีความดันที่แตกต่างกันมาก
ข. เป็นสารต่างชนิดกันทำปฏิกิริยากัน
✅ ค. น้ำมันหล่อลื่นต่างชนิดกันทำปฏิกิริยากัน
ง. เพื่อความบริสุทธิ์ของระบบนั้น ๆ
💡 วิเคราะห์: R-32 ใช้น้ำมันสังเคราะห์ (POE) ส่วน R-22 ใช้น้ำมันแร่ (MO) การใช้สายเกจร่วมกันจะทำให้น้ำมันทั้งสองชนิดไปผสมกัน เกิดปฏิกิริยากลายเป็นโคลนเหนียว ทำให้ระบบแอร์ตันและคอมเพรสเซอร์พังได้
ข้อ 17. ถังบรรจุสารความเย็นชนิดใดที่บรรจุได้มากที่สุด
ก. Disposable Can
ข. Returnable Cylinder
ค. Ton Tank
✅ ง. ISO Tank
💡 วิเคราะห์: ISO Tank คือแท็งก์เหล็กขนาดใหญ่ยักษ์ที่ออกแบบมาให้วางบนรถพ่วงหรือเรือขนส่งสินค้า สามารถจุน้ำยาได้หลายพันถึงหลักหมื่นกิโลกรัม!
ข้อ 18. เครื่องปรับอากาศ R-22 เหมาะสมกับน้ำมันคอมเพรสเซอร์ชนิดใด
✅ ก. ชนิด MO
ข. ชนิด POE
ค. ชนิด AB
ง. ชนิด PAG
💡 วิเคราะห์: MO (Mineral Oil) หรือน้ำมันแร่ธรรมชาติ เป็นน้ำมันยุคเก่าที่ถูกออกแบบมาให้เข้ากันได้ดีกับน้ำยาตระกูล HCFC อย่าง R-22
ข้อ 19. เครื่องปรับอากาศรถยนต์ เหมาะสมกับน้ำมันคอมเพรสเซอร์ชนิดใด
ก. ชนิด MO
ข. ชนิด POE
ค. ชนิด AB
✅ ง. ชนิด PAG
💡 วิเคราะห์: ระบบแอร์รถยนต์มีความร้อนสูงและรอบหมุนของเครื่องยนต์แกว่งไปมา จึงบังคับใช้เฉพาะน้ำมันสังเคราะห์ PAG (Polyalkylene Glycol) เท่านั้น ห้ามใช้น้ำมัน POE ของแอร์บ้านไปเติมเด็ดขาด
ข้อ 20. น้ำมันคอมเพรสเซอร์ชนิด POE เบอร์อะไรใช้กับเครื่องปรับอากาศ
ก. เบอร์ 5
ข. เบอร์ 40
✅ ค. เบอร์ 68
ง. เบอร์ 100
💡 วิเคราะห์: น้ำมัน POE (Polyol Ester) ความหนืดเบอร์ 68 เป็นสเปกมาตรฐานที่เหมาะสำหรับการหล่อลื่นชิ้นส่วนภายในคอมเพรสเซอร์แอร์บ้านรุ่นใหม่ๆ (เช่น คอมเพรสเซอร์โรตารี่และสกรอลล์)

🌡️ หมวดที่ 3: การคำนวณโหลดความร้อน (15 ข้อ)

ข้อ 1. อุณหภูมิห้องปรับอากาศต่างจากอุณหภูมิภายนอกเท่าไรสำหรับประเทศไทย
ก. 40 องศาฟาเรนไฮต์
✅ ข. 40 องศาเซลเซียส
ค. 25 องศาเซลเซียส
ง. 38 องศาฟาเรนไฮต์
💡 วิเคราะห์: ข้อนี้โจทย์หมายถึง "อุณหภูมิภายนอก (Outdoor Design Temperature)" ที่นำมาเป็นเกณฑ์ตั้งต้นในการคำนวณโหลดความร้อนสำหรับภูมิอากาศประเทศไทย ซึ่งมักเผื่อสภาพอากาศร้อนจัดไว้ที่ระดับ 40 องศาเซลเซียส
ข้อ 2. ความร้อนที่เกิดขึ้นในห้องปรับอากาศมีกี่ชนิด
✅ ก. 3 ชนิด
ข. 5 ชนิด
ค. 7 ชนิด
ง. 9 ชนิด
💡 วิเคราะห์: ในการคำนวณโหลดความร้อนทางวิศวกรรม มักแบ่งแหล่งที่มาหลักออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่ 1. โหลดความร้อนจากภายนอกอาคาร (External Load) 2. โหลดความร้อนจากภายในอาคาร (Internal Load) และ 3. โหลดจากการระบายอากาศ/อากาศรั่วซึม (Ventilation/Infiltration Load)
ข้อ 3. ฝาผนังชนิดใดที่ความร้อนผ่านได้น้อยที่สุด
ก. ผนังคอนกรีต
ข. ผนังไม้กระดาน
ค. ผนังกระจกติดผ้าม่าน
✅ ง. ผนังอิฐมวลเบา
💡 วิเคราะห์: อิฐมวลเบามีฟองอากาศเล็กๆ แทรกอยู่ในเนื้อวัสดุจำนวนมาก ซึ่งอากาศที่อยู่กับที่เป็น "ฉนวนกันความร้อน" ชั้นยอด ทำให้มีค่าการนำความร้อนต่ำกว่าผนังปูนทั่วไปมาก
ข้อ 4. ฝาผนังชนิดใดที่ความร้อนผ่านได้มากที่สุด
ก. ผนังคอนกรีต
ข. ผนังไม้กระดาน
✅ ค. ผนังกระจกติดผ้าม่าน
ง. ผนังอิฐมวลเบา
💡 วิเคราะห์: กระจกปล่อยให้รังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์ทะลุผ่านเข้ามาในห้องได้โดยตรงแบบ 100% แม้มีม่านก็ช่วยได้เพียงสะท้อนบางส่วน แต่ความร้อนได้ข้ามทะลุเข้ามาสะสมในห้องเรียบร้อยแล้ว
ข้อ 5. ฝาผนังห้องกรณีใดที่มีค่าความร้อนมากที่สุด
ก. เพดานเป็นหลังคา
ข. พื้นติดกับห้องครัว
✅ ค. ผนังทิศตะวันตก
ง. ผนังเป็นกระจก
💡 วิเคราะห์: ช่วงบ่ายเป็นเวลาที่อุณหภูมิอากาศสูงสุด และดวงอาทิตย์คล้อยไปทางทิศตะวันตก ผนังฝั่งนี้จึงรับรังสีความร้อนเต็มๆ และจะอมความร้อนไว้คายออกในช่วงหัวค่ำ
ข้อ 6. ความร้อนจากดวงอาทิตย์ประเทศไทยจะร้อนมากที่สุดเวลาเท่าไร
ก. 12.00 น.
ข. 13.00 น.
ค. 14.00 น.
✅ ง. 13.00-15.00 น.
💡 วิเคราะห์: แม้ดวงอาทิตย์จะตรงหัวตอนเที่ยงตรง แต่พื้นดินและบรรยากาศโลกต้องใช้เวลาสะสมความร้อน ช่วงบ่ายคล้อย (บ่ายโมงถึงบ่ายสาม) จึงเป็นช่วงที่อุณหภูมิอากาศ (Ambient) พุ่งขึ้นสูงที่สุด
ข้อ 7. ความร้อนจากหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่ใช้บัลลาสต์มีค่าเท่าไร
ก. 3.4 บีทียู/ชั่วโมง/วัตต์
✅ ข. 4.65 บีทียู/ชั่วโมง/วัตต์
ค. 34 บีทียู/ชั่วโมง/วัตต์
ง. 37 บีทียู/ชั่วโมง/วัตต์
💡 วิเคราะห์: ปกติพลังงาน 1 วัตต์ = 3.41 BTU/h แต่หลอดฟลูออเรสเซนต์แบบเก่ามี "บัลลาสต์ขดลวดแม่เหล็ก" ซึ่งกินไฟและคายความร้อนออกมาด้วย จึงต้องบวกแฟกเตอร์เผื่อความร้อนจากบัลลาสต์ไปที่ 4.65 BTU/h/W
ข้อ 8. นักเรียนมีความร้อนเท่าไรต่อคน
ก. 150 บีทียู/ชั่วโมง
ข. 250 บีทียู/ชั่วโมง
ค. 350 บีทียู/ชั่วโมง
✅ ง. 450 บีทียู/ชั่วโมง
💡 วิเคราะห์: ร่างกายมนุษย์ขณะนั่งเรียนหรือทำงานออฟฟิศ จะเผาผลาญพลังงานและคายความร้อนรวม (ความร้อนสัมผัส + ความร้อนแฝงจากเหงื่อ) ออกมาเฉลี่ย 400 - 450 BTU ต่อชั่วโมงต่อ 1 คน
ข้อ 9. คนหนึ่งคนต้องการอากาศถ่ายเทออกไปเท่าไร
ก. 10 CFM
✅ ข. 20 CFM
ค. 30 CFM
ง. 100 CFM
💡 วิเคราะห์: มาตรฐานคุณภาพอากาศภายในอาคาร (IAQ) กำหนดไว้ว่าคน 1 คน ต้องการการเติมอากาศบริสุทธิ์ (Fresh Air) เข้ามาหมุนเวียนเพื่อเจือจางคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 15-20 ลูกบาศก์ฟุตต่อนา```html

📚 คลังข้อสอบช่างแอร์: รวม 50 ข้อสอบพร้อมเฉลยและวิเคราะห์เจาะลึกแบบจัดเต็ม! (อัปเดตล่าสุด 2026)

หากคุณกำลังศึกษาเกี่ยวกับระบบปรับอากาศ หรือเตรียมตัวสอบมาตรฐานช่างแอร์ โพสต์นี้คือ "ขุมทรัพย์" สำหรับคุณครับ! เราได้รวบรวมชุดข้อสอบสุดหินจำนวน 50 ข้อ ครอบคลุมทั้งเรื่องพื้นฐานไฟฟ้า, สารทำความเย็น และการคำนวณโหลดความร้อน มาพร้อมตัวเลือกทุกข้อ เฉลย และ "คำอธิบายเชิงลึก" ว่าทำไมข้อนั้นถึงถูกต้อง เพื่อให้คุณเข้าใจหลักการที่แท้จริงแบบถึงแก่น


⚡ หมวดที่ 1: วงจรไฟฟ้าเครื่องปรับอากาศ (15 ข้อ)

ข้อ 1. การใช้งานเครื่องปรับอากาศที่ไม่ใช้รีโมตมีปุ่มปรับเพื่อควบคุมการทำงานกี่ปุ่ม

ก. 3 ปุ่มปรับ
ข. 4 ปุ่มปรับ
ค. 1 ปุ่มปรับ
✅ ง. 2 ปุ่มปรับ

💡 วิเคราะห์: แอร์รุ่นเก่าหรือแอร์ติดหน้าต่าง (Window Type) แบบแมนนวล จะมีปุ่มหลักบนหน้าปัดเพียง 2 ปุ่ม คือ 1. ปุ่มตั้งอุณหภูมิ (Thermostat) และ 2. ปุ่มความเร็วพัดลม (Fan Speed)

ข้อ 2. จากข้อ 1 การควบคุมเครื่องปรับอากาศโดยพื้นฐานทำอย่างไรบ้าง

ก. ปรับบานสวิงทิศทางลมและฟอกอากาศ
ข. ปรับไล่ความชื้นและตั้งเวลาได้
ค. เปิดและปิดเครื่อง
✅ ง. ปรับอุณหภูมิและความเร็วลม

💡 วิเคราะห์: เป็นการควบคุมขั้นพื้นฐานที่สุดเพื่อให้แอร์ทำงานตามความต้องการของร่างกายมนุษย์ ส่วนระบบสวิงหรือตั้งเวลาเป็นเพียงฟังก์ชันเสริม

ข้อ 3. วงจรไฟฟ้าเครื่องปรับอากาศแบบติดหน้าต่างกับแบบแยกส่วน ต่างกันอย่างไร

ก. ต่างกันที่พัดลมระบายความร้อน
✅ ข. ต่างกันที่แมกเนติกคอนแทคเตอร์
ค. ไม่ต่างกันเลย
ง. ต่างกันที่การทำงาน

💡 วิเคราะห์: แอร์แยกส่วน (Split Type) จะมีชุดคอยล์ร้อนอยู่ภายนอก จึงต้องใช้ "แมกเนติกคอนแทคเตอร์" เป็นสวิตช์แม่เหล็กไฟฟ้าขนาดใหญ่ เพื่อรับสัญญาณไฟต่ำจากคอยล์เย็น ไปสั่งจ่ายไฟกระแสสูงให้กับคอมเพรสเซอร์

ข้อ 4. เหตุใดจึงใส่แมกเนติกคอนแทคเตอร์ที่คอยล์ร้อน

ก. ป้องกันกระแสเกิน
ข. ป้องกันอุปกรณ์ควบคุมเสียหาย
✅ ค. เพื่อควบคุมคอมเพรสเซอร์
ง. เพื่อควบคุมคอยล์ร้อน

💡 วิเคราะห์: คอมเพรสเซอร์กินกระแสไฟฟ้าสูงมากตอนสตาร์ต หากใช้บอร์ดอิเล็กทรอนิกส์จ่ายไฟให้โดยตรง หน้าสัมผัสรีเลย์ในบอร์ดจะไหม้ จึงต้องใช้หน้าสัมผัสใหญ่ๆ ของแมกเนติกมารับภาระนี้แทน

ข้อ 5. เครื่องปรับอากาศขนาดกี่บีทียูจึงใช้รีเลย์สตาร์ตคอมเพรสเซอร์

✅ ก. ขนาด 25,000 บีทียูขึ้นไปถือเป็นขนาดใหญ่
ข. แล้วแต่ยี่ห้อเพื่อเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์
ค. ทุกขนาดเพื่อให้ทำงานได้
ง. ขนาด 50,000 บีทียูขึ้นไปให้ทำงานดีขึ้น

💡 วิเคราะห์: คอมเพรสเซอร์ขนาด 2 ตันความเย็นขึ้นไป (24,000 - 25,000 BTU) มักมีลูกสูบหรือโรเตอร์ขนาดใหญ่ ต้องการแรงบิดในการออกตัวสูงมาก จึงต้องอาศัยรีเลย์สตาร์ตและแคปสตาร์ตมาช่วยกระชากกระแส

ข้อ 6. การใช้กล่องควบคุมเครื่องปรับอากาศ ขั้วอะไรใช้ต่อควบคุมคอมเพรสเซอร์

ก. ขั้ว Med
ข. ขั้ว Swing
ค. ขั้ว L
✅ ง. ขั้ว C

💡 วิเคราะห์: บนแผงบอร์ด (PCB) ตัวอักษร C หรือ COMP ย่อมาจาก Compressor ใช้สำหรับต่อสายไฟส่งสัญญาณไปหาแมกเนติกคอนแทคเตอร์

ข้อ 7. การใช้กล่องควบคุมเครื่องปรับอากาศ อุปกรณ์ใดจำเป็นต้องใช้

ก. เทอร์โมฟิวส์
✅ ข. แมกเนติกคอนแทคเตอร์
ค. เพรสเชอร์คอนโทรล
ง. เครื่องป้องกันไฟฟ้า 3 เฟส

💡 วิเคราะห์: กล่องคอนโทรลมีเพียงรีเลย์ตัวจิ๋ว จึงไม่สามารถทนกระแสหลักของแอร์ได้ จำเป็นต้องมีแมกเนติกเป็น "ตัวกลาง" คอยรับคำสั่งไปเปิด-ปิดไฟเส้นใหญ่เสมอ

ข้อ 8. อุปกรณ์ใดที่เครื่องปรับอากาศตามบ้านเรือน 220 โวลต์ ไม่ต้องใช้เลย

ก. Pressure Control
ข. Potential Relay
✅ ค. Phase Protection
ง. Magnetic Contactor

💡 วิเคราะห์: ไฟบ้านทั่วไปคือไฟ 1 เฟส (220V) แต่ Phase Protection เป็นอุปกรณ์เช็กเฟสและป้องกันไฟสลับเฟส ซึ่งใช้เฉพาะกับระบบไฟ 3 เฟส (380V) ในโรงงานหรือแอร์พาณิชย์ขนาดใหญ่เท่านั้น

ข้อ 9. วงจรไฟฟ้าเครื่องปรับอากาศที่ใช้ไฟ 3 เฟส เหมือนกันกับวงจรที่ใช้ไฟฟ้าเฟสเดียวอย่างไร

✅ ก. ใช้ไฟฟ้า 1 เฟสในการควบคุม
ข. กล่องควบคุมและมอเตอร์พัดลม
ค. ใช้ไฟฟ้าเหมือนกัน
ง. ถูกทั้งข้อ ก. และข้อ ข.

💡 วิเคราะห์: แม้คอมเพรสเซอร์จะกินไฟ 3 เฟส แต่ระบบสมองกล (บอร์ดควบคุม, มอเตอร์สวิง, รีเลย์) ยังคงใช้ไฟ 1 เฟส 220V ในการทำงานอยู่ดี

ข้อ 10. วงจรไฟฟ้าเครื่องปรับอากาศที่ใช้ไฟ 3 เฟส แตกต่างจากวงจรที่ใช้ไฟฟ้าเฟสเดียวอย่างไร

ก. กล่องควบคุมและมอเตอร์พัดลม
✅ ข. คอมเพรสเซอร์
ค. ใช้ไฟฟ้าต่างกัน
ง. ใช้ไฟฟ้า 3 เฟสในการควบคุม

💡 วิเคราะห์: คอมเพรสเซอร์ 3 เฟส จะใช้ขดลวดมอเตอร์ภายใน 3 ชุด รับไฟ 3 เส้น (L1, L2, L3) เพื่อให้ได้กำลังขับและแรงบิดมหาศาล

ข้อ 11. วงจรไฟฟ้าเครื่องปรับอากาศมีแมกเนติกคอนแทคเตอร์ ถ้าใช้สายไฟเบอร์ 4 Sq. mm. สายที่ต่อจากเทอร์โมสตัตไปยังคอยล์ร้อนควรเป็นเบอร์อะไร

ก. 6 Sq. mm.
✅ ข. 1 Sq. mm.
ค. 4 Sq. mm.
ง. แล้วแต่ผู้ผลิต

💡 วิเคราะห์: สายเทอร์โมสตัตทำหน้าที่แค่ส่งสัญญาณไฟเล็กๆ ไปเลี้ยงขดลวดแม่เหล็ก (Coil) เท่านั้น ไม่ได้รับโหลดกระแสสูง จึงใช้สายขนาดเล็ก 1.0 หรือ 1.5 Sq. mm. ก็เพียงพอ

ข้อ 12. เครื่องปรับอากาศที่ใช้ไฟ 3 เฟส ถ้าสาย U V W ใช้สายเบอร์ 4 Sq. mm. สายนิวทรัล (N) ใช้เบอร์อะไร

ก. 6 Sq. mm.
ข. 1 Sq. mm.
✅ ค. 4 Sq. mm.
ง. แล้วแต่ผู้ผลิต

💡 วิเคราะห์: ตามมาตรฐานวิศวกรรมไฟฟ้า การเดินสายไฟ 3 เฟส 4 สาย หากสายเส้นไฟหลัก (Phase) มีขนาดไม่เกิน 16 Sq. mm. สายนิวทรัล (N) จะต้องมีขนาด "เท่ากัน"

ข้อ 13. อุปกรณ์ใดในเครื่องปรับอากาศรถยนต์ทำหน้าที่คล้ายกับแมกเนติกคอนแทคเตอร์

ก. สวิตช์กุญแจ
ข. แบตเตอรี่
ค. รีเลย์
✅ ง. คลัตช์แม่เหล็ก

💡 วิเคราะห์: หลักการเดียวกัน! แมกเนติกในแอร์บ้านใช้แม่เหล็กดูดให้ "หน้าสัมผัสไฟฟ้า" ต่อกัน ส่วนคลัตช์แม่เหล็กแอร์รถยนต์ใช้แม่เหล็กดูด "พูลเลย์" ให้จับกับแกนคอมเพรสเซอร์

ข้อ 14. อุปกรณ์ใดในเครื่องปรับอากาศรถยนต์ทำหน้าที่ตัดต่อกำลังเครื่องยนต์กับคอมเพรสเซอร์

ก. รีเลย์
✅ ข. คลัตช์แม่เหล็ก
ค. เทอร์โมสตัต
ง. สวิตช์

💡 วิเคราะห์: เมื่อในรถร้อน เทอร์โมสตัตจะจ่ายไฟไปที่คลัตช์แม่เหล็กให้ดูดติด ทำให้กำลังจากสายพานเครื่องยนต์ถูกถ่ายทอดไปหมุนคอมเพรสเซอร์

ข้อ 15. Time Delay มีประโยชน์อย่างไร

ก. ป้องกันไฟตกไฟเกิน
ข. ป้องกันวงจรเสียหาย
ค. ป้องกันเครื่องทำงานเกินกำลัง
✅ ง. ป้องกันคอมเพรสเซอร์ล็อก

💡 วิเคราะห์: หากแอร์ดับและติดทันที แรงดันน้ำยาฝั่งท่ออัดจะยังสูงมาก คอมเพรสเซอร์จะสู้แรงดันไม่ไหวและแกนมอเตอร์ล็อก Time Delay จะหน่วงเวลา 3 นาทีเพื่อรอให้แรงดันทั้งสองฝั่งสมดุลก่อนเสมอ


🧪 หมวดที่ 2: สารความเย็นและน้ำมันหล่อลื่น (20 ข้อ)

ข้อ 1. สารความเย็นจะเกิดความเย็นขึ้นเมื่อใด

ก. เมื่อถูกอัด
ข. เมื่อเป็นของเหลว
✅ ค. เมื่อระเหยกลายเป็นไอ
ง. เมื่อถูกระบายความร้อนออก

💡 วิเคราะห์: ตามหลักอุณหพลศาสตร์ เมื่อของเหลวเดือดและระเหยเป็นไอ (ในคอยล์เย็น) มันจะดูดซับความร้อนจากอากาศรอบข้าง ทำให้อากาศที่พัดออกมามีความเย็น

ข้อ 2. สารความเย็นจะกลายเป็นของเหลวเมื่อใด

ก. เมื่อถูกอัด
✅ ข. เมื่อถูกระบายความร้อนออก
ค. เมื่อปล่อยออกสู่ความดันต่ำ
ง. เมื่อผลิตเสร็จแล้วบรรจุลงในถัง

💡 วิเคราะห์: ไอความร้อนสูงจากคอมเพรสเซอร์ เมื่อวิ่งผ่านคอยล์ร้อนและถูกพัดลมเป่าระบายความร้อนทิ้ง จะเกิดการควบแน่นกลับมาเป็นของเหลวอีกครั้ง

ข้อ 3. สารความเย็นแบ่งออกตามสารประกอบเป็นกี่กลุ่ม

✅ ก. 3 กลุ่ม
ข. 5 กลุ่ม
ค. 7 กลุ่ม
ง. 9 กลุ่ม

💡 วิเคราะห์: แบ่งเป็น 1. CFC (ทำลายโอโซนสูงมาก), 2. HCFC (ทำลายโอโซนต่ำ เช่น R-22), และ 3. HFC (ไม่ทำลายโอโซน เช่น R-32, R-410a)

ข้อ 4. สารความเย็น R-134a จัดอยู่ในสารประกอบประเภทใด

ก. CFC
ข. HCFC
ค. CHLC
✅ ง. HFC

💡 วิเคราะห์: R-134a เป็นสารกลุ่ม Hydrofluorocarbon ไม่มีสารคลอรีนผสม จึงปลอดภัยต่อชั้นโอโซน (ODP = 0)

ข้อ 5. สารความเย็น R-400 มีคุณสมบัติอย่างไร

✅ ก. เป็นสารผสมมีจุดเดือดหลายค่า
ข. เป็นสารผสมมีจุดเดือดค่าใกล้เคียงกัน
ค. เป็นพิษและอาจติดไฟ
ง. ความดันสูงและเย็นจัด

💡 วิเคราะห์: น้ำยากลุ่ม 400 (เช่น R-410a, R-407c) เรียกว่าสารกลุ่ม Zeotropic เกิดจากการนำสารหลายตัวมาผสมกัน ทำให้เมื่อระเหย จุดเดือดของสารแต่ละตัวจะไม่พร้อมกัน (มีค่าอุณหภูมิเลื่อนไหล หรือ Glide)

ข้อ 6. สารความเย็น R-500 มีคุณสมบัติอย่างไร

ก. เป็นสารผสมตัวมีจุดเดือดหลายค่า
✅ ข. เป็นสารผสมมีจุดเดือดค่าใกล้เคียงกัน
ค. เป็นพิษและอาจติดไฟ
ง. ความดันสูงและเย็นจัด

💡 วิเคราะห์: น้ำยากลุ่ม 500 เรียกว่าสารกลุ่ม Azeotropic แม้จะเป็นสารผสม แต่มันรวมตัวเป็นเนื้อเดียวกัน ทำให้มีจุดเดือดเพียงค่าเดียว ทำตัวเสมือนเป็นสารเชิงเดี่ยว

ข้อ 7. สารความเย็น R-600 มีคุณสมบัติอย่างไร

ก. เป็นสารผสมมีจุดเดือดหลายค่า
ข. เป็นสารผสมมีจุดเดือดค่าใกล้เคียงกัน
✅ ค. ไม่เป็นพิษแต่ติดไฟ
ง. ความดันสูงมากและเย็นจัด

💡 วิเคราะห์: R-600a (Isobutane) เป็นก๊าซธรรมชาติ เย็นจัดและเป็นมิตรกับโลกมาก แต่มันคือ "ก๊าซหุงต้ม" ชนิดหนึ่ง จึงมีความไวไฟสูง นิยมใช้แค่ในตู้เย็นเพราะใช้น้ำยาปริมาณน้อย

ข้อ 8. สารความเย็น R-700 มีคุณสมบัติอย่างไร

ก. เป็นสารผสมมีจุดเดือดหลายค่า
ข. เป็นสารผสมมีจุดเดือดค่าใกล้เคียงกัน
ค. ไม่เป็นพิษแต่ติดไฟ
✅ ง. ความดันสูงมากและเย็นจัด

💡 วิเคราะห์: กลุ่ม 700 คือสารอนินทรีย์ เช่น แอมโมเนีย (R-717) หรือ คาร์บอนไดออกไซด์ (R-744) ต้องทำงานในระบบทนแรงดันสูงทะลุเพดาน แต่นำความร้อนได้ดีเยี่ยม

ข้อ 9. สารความเย็นที่อยู่ในกลุ่มความดันต่ำได้แก่สารความเย็นในข้อใด

✅ ก. R-123
ข. R-134a
ค. R-410a
ง. R-740

💡 วิเคราะห์: R-123 เป็นน้ำยาแรงดันต่ำ (Low Pressure) นิยมใช้ในเครื่องชิลเลอร์ (Chiller) แบบหอยโข่งขนาดใหญ่ในห้างสรรพสินค้า

ข้อ 10. สารความเย็นที่อยู่ในกลุ่มความดันสูงมากได้แก่สารความเย็นในข้อใด

ก. R-123
ข. R-134a
✅ ค. R-410a
ง. R-740

💡 วิเคราะห์: R-410a มีแรงดันขณะทำงานสูงกว่า R-22 ถึง 1.6 เท่า (ฝั่ง High Pressure อาจพุ่งทะลุ 400 PSI) ท่อทองแดงและอุปกรณ์จึงต้องหนาเป็นพิเศษ

ข้อ 11. สารความเย็นอะไรรุ่นเก่าที่กำลังจะถูกยกเลิกให้ใช้ในขณะนี้

ก. R-12
✅ ข. R-22
ค. R-134a
ง. R-410a

💡 วิเคราะห์: ประเทศไทยและทั่วโลกมีสนธิสัญญายกเลิกการผลิตและนำเข้าน้ำยา R-22 (Phase-out) เนื่องจากมีส่วนผสมของคลอรีนที่ทำลายชั้นบรรยากาศ

ข้อ 12. เหตุใดจึงยกเลิกใช้สารความเย็นรุ่นเก่า

ก. ทำลายอากาศจนโลกร้อน
ข. ให้ความเย็นน้อยสิ้นเปลืองพลังงาน
✅ ค. ภาวะเรือนกระจกและทำลายโอโซน
ง. ไม่ปลอดภัยเป็นพิษและติดไฟ

💡 วิเคราะห์: อะตอมของคลอรีนในน้ำยารุ่นเก่า เมื่อลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศจะไปทำปฏิกิริยาทำลายก๊าซโอโซน ทำให้รังสี UV ส่องมาถึงพื้นโลกได้มากขึ้น

ข้อ 13. สารความเย็นที่ใช้กับห้องแช่แข็งคือข้อใด

ก. R-123
ข. R-134a
ค. R-410a
✅ ง. R-404a

💡 วิเคราะห์: R-404a ถูกออกแบบมาเพื่องานอุณหภูมิติดลบต่ำๆ (Low Temp) โดยเฉพาะ จึงเป็นพระเอกในวงการตู้แช่แข็งและห้องเย็นเชิงพาณิชย์

ข้อ 14. เมื่อใช้งานเครื่องปรับอากาศ สารความเย็นในระบบลดน้อยลงสามารถเติมเพิ่มได้ทันทีคือข้อใด

✅ ก. R-134a
ข. R-404a
ค. R-410a
ง. R-502

💡 วิเคราะห์: R-134a เป็นสารประกอบเชิงเดี่ยว (Pure Substance) เมื่อเกิดการรั่วไหล สัดส่วนของน้ำยาในระบบจะไม่เพี้ยน จึงสามารถเติมน้ำยาเข้าไปเพิ่ม (Top-up) ได้ทันที

ข้อ 15. เมื่อใช้งานเครื่องปรับอากาศ สารความเย็นในระบบลดน้อยลง ไม่สามารถเติมเพิ่มได้ทันที ต้องทำสุญญากาศใหม่แล้วเติมเข้าไปใหม่แบบของเหลวเท่านั้นเพราะเหตุใด

✅ ก. เป็นสารผสมมีจุดเดือดหลายค่า
ข. เป็นสารพิเศษถ้าเติมเพิ่มเลยจะไม่เย็น
ค. ให้ระบบสะอาดปราศจากความชื้น
ง. เป็นวิธีของเครื่องรุ่นใหม่ที่ประหยัดไฟมาก

💡 วิเคราะห์: หากแอร์ใช้สารกลุ่มผสม (Zeotropic) เมื่อท่อรั่ว สารประกอบตัวที่เบาและจุดเดือดต่ำกว่าจะระเหยหนีออกไปก่อน ทำให้สัดส่วนน้ำยาที่เหลือเพี้ยนไป ต้องปล่อยทิ้งและแวคคั่มใหม่ทั้งหมด

ข้อ 16. เครื่องปรับอากาศ R-22 กับ R-32 เหตุใดจึงห้ามใช้แมนิโฟลด์เกจร่วมกัน

ก. มีความดันที่แตกต่างกันมาก
ข. เป็นสารต่างชนิดกันทำปฏิกิริยากัน
✅ ค. น้ำมันหล่อลื่นต่างชนิดกันทำปฏิกิริยากัน
ง. เพื่อความบริสุทธิ์ของระบบนั้น ๆ

💡 วิเคราะห์: R-32 ใช้น้ำมันสังเคราะห์ (POE) ส่วน R-22 ใช้น้ำมันแร่ (MO) การใช้สายเกจร่วมกันจะทำให้น้ำมันทั้งสองชนิดไปผสมกัน เกิดปฏิกิริยากลายเป็นโคลนเหนียว ทำให้ระบบแอร์ตันและคอมเพรสเซอร์พังได้

ข้อ 17. ถังบรรจุสารความเย็นชนิดใดที่บรรจุได้มากที่สุด

ก. Disposable Can
ข. Returnable Cylinder
ค. Ton Tank
✅ ง. ISO Tank

💡 วิเคราะห์: ISO Tank คือแท็งก์เหล็กขนาดใหญ่ยักษ์ที่ออกแบบมาให้วางบนรถพ่วงหรือเรือขนส่งสินค้า สามารถจุน้ำยาได้หลายพันถึงหลักหมื่นกิโลกรัม!

ข้อ 18. เครื่องปรับอากาศ R-22 เหมาะสมกับน้ำมันคอมเพรสเซอร์ชนิดใด

✅ ก. ชนิด MO
ข. ชนิด POE
ค. ชนิด AB
ง. ชนิด PAG

💡 วิเคราะห์: MO (Mineral Oil) หรือน้ำมันแร่ธรรมชาติ เป็นน้ำมันยุคเก่าที่ถูกออกแบบมาให้เข้ากันได้ดีกับน้ำยาตระกูล HCFC อย่าง R-22

ข้อ 19. เครื่องปรับอากาศรถยนต์ เหมาะสมกับน้ำมันคอมเพรสเซอร์ชนิดใด

ก. ชนิด MO
ข. ชนิด POE
ค. ชนิด AB
✅ ง. ชนิด PAG

💡 วิเคราะห์: ระบบแอร์รถยนต์มีความร้อนสูงและรอบหมุนของเครื่องยนต์แกว่งไปมา จึงบังคับใช้เฉพาะน้ำมันสังเคราะห์ PAG (Polyalkylene Glycol) เท่านั้น ห้ามใช้น้ำมัน POE ของแอร์บ้านไปเติมเด็ดขาด

ข้อ 20. น้ำมันคอมเพรสเซอร์ชนิด POE เบอร์อะไรใช้กับเครื่องปรับอากาศ

ก. เบอร์ 5
ข. เบอร์ 40
✅ ค. เบอร์ 68
ง. เบอร์ 100

💡 วิเคราะห์: น้ำมัน POE (Polyol Ester) ความหนืดเบอร์ 68 เป็นสเปกมาตรฐาน ที่เหมาะสำหรับการหล่อลื่นชิ้นส่วนภายในคอมเพรสเซอร์แอร์บ้านรุ่นใหม่ๆ


🌡️ หมวดที่ 3: การคำนวณโหลดความร้อน (15 ข้อ)

ข้อ 1. อุณหภูมิห้องปรับอากาศต่างจากอุณหภูมิภายนอกเท่าไรสำหรับประเทศไทย

ก. 40 องศาฟาเรนไฮต์
✅ ข. 40 องศาเซลเซียส
ค. 25 องศาเซลเซียส
ง. 38 องศาฟาเรนไฮต์

💡 วิเคราะห์: ข้อนี้โจทย์หมายถึง "อุณหภูมิภายนอก (Outdoor Design Temperature)" ที่นำมาเป็นเกณฑ์ตั้งต้นในการคำนวณโหลดความร้อนสำหรับภูมิอากาศประเทศไทย ซึ่งมักเผื่อสภาพอากาศร้อนจัดไว้ที่ระดับ 40 องศาเซลเซียส

ข้อ 2. ความร้อนที่เกิดขึ้นในห้องปรับอากาศมีกี่ชนิด

✅ ก. 3 ชนิด
ข. 5 ชนิด
ค. 7 ชนิด
ง. 9 ชนิด

💡 วิเคราะห์: ในการคำนวณโหลดความร้อนทางวิศวกรรม มักแบ่งแหล่งที่มาหลักออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่ 1. โหลดความร้อนจากภายนอกอาคาร (External Load) 2. โหลดความร้อนจากภายในอาคาร (Internal Load) และ 3. โหลดจากการระบายอากาศ/อากาศรั่วซึม (Ventilation/Infiltration Load)

ข้อ 3. ฝาผนังชนิดใดที่ความร้อนผ่านได้น้อยที่สุด

ก. ผนังคอนกรีต
ข. ผนังไม้กระดาน
ค. ผนังกระจกติดผ้าม่าน
✅ ง. ผนังอิฐมวลเบา

💡 วิเคราะห์: อิฐมวลเบามีฟองอากาศเล็กๆ แทรกอยู่ในเนื้อวัสดุจำนวนมาก ซึ่งอากาศที่อยู่กับที่เป็น "ฉนวนกันความร้อน" ชั้นยอด ทำให้มีค่าการนำความร้อนต่ำกว่าผนังปูนทั่วไปมาก

ข้อ 4. ฝาผนังชนิดใดที่ความร้อนผ่านได้มากที่สุด

ก. ผนังคอนกรีต
ข. ผนังไม้กระดาน
✅ ค. ผนังกระจกติดผ้าม่าน
ง. ผนังอิฐมวลเบา

💡 วิเคราะห์: กระจกปล่อยให้รังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์ทะลุผ่านเข้ามาในห้องได้โดยตรงแบบ 100% แม้มีม่านก็ช่วยได้เพียงสะท้อนบางส่วน แต่ความร้อนได้ข้ามทะลุเข้ามาสะสมในห้องเรียบร้อยแล้ว

ข้อ 5. ฝาผนังห้องกรณีใดที่มีค่าความร้อนมากที่สุด

ก. เพดานเป็นหลังคา
ข. พื้นติดกับห้องครัว
✅ ค. ผนังทิศตะวันตก
ง. ผนังเป็นกระจก

💡 วิเคราะห์: ช่วงบ่ายเป็นเวลาที่อุณหภูมิอากาศสูงสุด และดวงอาทิตย์คล้อยไปทางทิศตะวันตก ผนังฝั่งนี้จึงรับรังสีความร้อนเต็มๆ และจะอมความร้อนไว้คายออกในช่วงหัวค่ำ

ข้อ 6. ความร้อนจากดวงอาทิตย์ประเทศไทยจะร้อนมากที่สุดเวลาเท่าไร

ก. 12.00 น.
ข. 13.00 น.
ค. 14.00 น.
✅ ง. 13.00-15.00 น.

💡 วิเคราะห์: แม้ดวงอาทิตย์จะตรงหัวตอนเที่ยงตรง แต่พื้นดินและบรรยากาศโลกต้องใช้เวลาสะสมความร้อน ช่วงบ่ายคล้อยจึงเป็นช่วงที่อุณหภูมิอากาศพุ่งขึ้นสูงที่สุด

ข้อ 7. ความร้อนจากหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่ใช้บัลลาสต์มีค่าเท่าไร

ก. 3.4 บีทียู/ชั่วโมง/วัตต์
✅ ข. 4.65 บีทียู/ชั่วโมง/วัตต์
ค. 34 บีทียู/ชั่วโมง/วัตต์
ง. 37 บีทียู/ชั่วโมง/วัตต์

💡 วิเคราะห์: ปกติพลังงาน 1 วัตต์ = 3.41 BTU/h แต่หลอดฟลูออเรสเซนต์แบบเก่ามี "บัลลาสต์ขดลวดแม่เหล็ก" ซึ่งกินไฟและคายความร้อนออกมาด้วย จึงต้องบวกแฟกเตอร์เผื่อความร้อนจากบัลลาสต์ไปที่ 4.65 BTU/h/W

ข้อ 8. นักเรียนมีความร้อนเท่าไรต่อคน

ก. 150 บีทียู/ชั่วโมง
ข. 250 บีทียู/ชั่วโมง
ค. 350 บีทียู/ชั่วโมง
✅ ง. 450 บีทียู/ชั่วโมง

💡 วิเคราะห์: ร่างกายมนุษย์ขณะนั่งเรียนหรือทำงานออฟฟิศ จะเผาผลาญพลังงานและคายความร้อนรวม (ความร้อนสัมผัส + ความร้อนแฝงจากเหงื่อ) ออกมาเฉลี่ย 400 - 450 BTU ต่อชั่วโมงต่อ 1 คน

ข้อ 9. คนหนึ่งคนต้องการอากาศถ่ายเทออกไปเท่าไร

ก. 10 CFM
✅ ข. 20 CFM
ค. 30 CFM
ง. 100 CFM

💡 วิเคราะห์: มาตรฐานคุณภาพอากาศภายในอาคาร (IAQ) กำหนดไว้ว่าคน 1 คน ต้องการการเติมอากาศบริสุทธิ์ (Fresh Air) เข้ามาหมุนเวียนเพื่อเจือจางคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 15-20 ลูกบาศก์ฟุตต่อนาที (CFM)

ข้อ 10. ประตูหนึ่งบานเปิดปิดหนึ่งครั้งมีค่าการถ่ายเทอากาศเท่าไร

ก. 10 CFM
ข. 20 CFM
ค. 30 CFM
✅ ง. 100 CFM

💡 วิเคราะห์: เป็นค่าประเมินเฉลี่ย (Rule of Thumb) เมื่อเราเปิดประตูบานสวิงเข้าออก 1 ครั้ง อากาศเย็นจะไหลออกและอากาศร้อนชื้นภายนอกจะทะลักเข้ามาแทนที่ประมาณ 100 CFM

ข้อ 11. จากข้อ 10 มีความร้อนเพิ่มขึ้นประมาณเท่าไร

ก. 200 บีทียู/ชั่วโมง
✅ ข. 2,000 บีทียู/ชั่วโมง
ค. 10,000 บีทียู/ชั่วโมง
ง. 20,000 บีทียู/ชั่วโมง

💡 วิเคราะห์: มวลอากาศร้อนชื้น 100 CFM ที่แทรกเข้ามา (Infiltration Load) คอมเพรสเซอร์ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อดึงทั้งความร้อนและความชื้นออกจากอากาศก้อนนี้ ตีเป็นภาระโหลดเพิ่มขึ้นประมาณ 2,000 BTU/h

ข้อ 12. ในห้องปรับอากาศมีตู้เย็นขนาด 12 คิว ใช้งานอยู่ 1 ตู้ มีความร้อนประมาณเท่าไร

ก. 700 บีทียู/ชั่วโมง
ข. 800 บีทียู/ชั่วโมง
ค. 900 บีทียู/ชั่วโมง
✅ ง. 1,000 บีทียู/ชั่วโมง

💡 วิเคราะห์: ตู้เย็นดูดความร้อนจากของกินในตู้ แล้วนำมาคายทิ้งที่แผงคอยล์ร้อนด้านหลังตู้เย็น ซึ่งความร้อนทั้งหมดนั้นก็วนเวียนคายกลับออกมาอยู่ในห้องแอร์ของเรานั่นเอง

ข้อ 13. ห้องปรับอากาศบ้านสมัยใหม่ประตูหน้าต่างปิดสนิท ต้องแง้มหน้าต่าง 1 บาน มีความร้อนประมาณเท่าไร

ก. 400 บีทียู/ชั่วโมง
ข. 600 บีทียู/ชั่วโมง
ค. 800 บีทียู/ชั่วโมง
✅ ง. 1,000 บีทียู/ชั่วโมง

💡 วิเคราะห์: การแง้มหน้าต่างทำให้อากาศร้อนภายนอกรั่วซึมเข้ามาได้ตลอดเวลา จึงต้องเผื่อโหลดความร้อนส่วนนี้ให้เครื่องปรับอากาศเพื่อชดเชยความเย็นที่สูญเสียไปอย่างต่อเนื่อง

ข้อ 14. ห้องปรับอากาศประเภทใดที่มีโหลดความร้อนน้อยที่สุด

ก. ห้องนั่งเล่น
ข. ห้องทำงาน
ค. ห้องอาหาร
✅ ง. ห้องนอน

💡 วิเคราะห์: ห้องนอนใช้งานตอนกลางคืนเป็นหลัก (ไม่มีโหลดรังสีจากดวงอาทิตย์) กิจกรรมคือการนอน (เผาผลาญร่างกายน้อยสุด) และมักไม่มีอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่กำเนิดความร้อนเยอะเหมือนห้องครัว ทำให้สามารถเลือกใช้แอร์ขนาดเล็กกว่าห้องอื่นในพื้นที่เท่ากันได้

ข้อ 15. ห้องนอนบ้านชั้นเดียวขนาด 4 x 5 x 3 เมตร อยู่กัน 3 คนพ่อแม่ลูก ควรใช้เครื่องปรับอากาศขนาดเท่าไร

✅ ก. 12,000 บีทียู/ชั่วโมง
ข. 18,000 บีทียู/ชั่วโมง
ค. 25,000 บีทียู/ชั่วโมง
ง. 30,000 บีทียู/ชั่วโมง

💡 วิเคราะห์: พื้นที่ห้อง 4 x 5 = 20 ตารางเมตร. ในเกณฑ์การคำนวณขั้นต่ำของตำราเรียน (พื้นที่ x 600) จะได้ 12,000 BTU จึงต้องตอบข้อนี้ตามหลักการทำข้อสอบ (หมายเหตุเพิ่มเติม: แต่ในการใช้งานจริงของบ้านชั้นเดียวที่รับความร้อนจากหลังคาเต็มๆ และมีผู้อยู่อาศัยถึง 3 คน แนะนำให้เผื่อการใช้งานจริงไปที่ 15,000 - 18,000 BTU เพื่อไม่ให้คอมเพรสเซอร์ทำงานหนักเกินไปครับ)


❄️ สายด่วนเรื่อง แอร์เสียทุกอาการ

และรายได้เสริมเหมาะสมกับคนที่สนใจทำแล้วไม่กระทบงานประจำ

คุณได้รับคำเชิญให้เข้าร่วม "ช่างแอร์ชื่อเฉิน มอบรายได้รายวันสู่คนไทย สนใจอาชีพเสริมเข้ากลุ่่ม" โปรดแตะลิงก์ด้านล่างเพื่อเข้าร่วมโอเพนแชทนี้

ติดต่อช่างแอร์ชื่อเฉิน (06.00-23.59 ทุกวัน)
เข้าร่วมโอเพนแชทคลิกที่นี่

🏢 รับงานรีวิว ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทุกประเภท ทั่วประเทศไทย

ขายออนไลน์ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภท ให้คนไทย 195 ประเทศ

| พาดูที่ | padootee | padootee NO.1 Real Estate

รับพันธมิตรเข้าร่วมทีมทุกจังหวัด รายได้สูง ใช้เวลาทำงานน้อย แบ่งเวลาให้ถูกก็มีรายได้ตลอดชีวิต

คุณได้รับคำเชิญให้เข้าร่วม "พาดูที่ padootee อสังหาริมทรัพย์ทุกประเภท และมอบรายได้ให้คนไทยทุกคน"

สนใจลงโฆษณาติดต่อได้ที่ (06.00-21.00 ทุกวัน)
เข้าร่วมโอเพนแชทคลิกที่นี่
📞 สายด่วนคุยกับช่างแอร์ชื่อเฉิน คลิกแอดไลน์ที่นี่ (รับสายช่วง 06.00-23.59 ทุกวัน)

คุณได้รับคำเชิญให้เข้าร่วม "ช่างแอร์ชื่อเฉิน"
โปรดแตะลิงก์ด้านล่างเพื่อเข้าร่วมโอเพนแชทนี้

🟩 คลิกที่นี่เข้ากลุ่มไลน์