แอร์ LG พัดลมคอยล์ร้อนดับเอง คอมเพรสเซอร์น็อค (เปลี่ยนอะไหล่ไม่หาย) เกิดจากอะไร?

หน้าแรก » ช่างซ่อมแอร์ » แอร์ LG พัดลมคอยล์ร้อนดับเอง คอมเพรสเซอร์น็อค (เปลี่ยนอะไหล่ไม่หาย) เกิดจากอะไร?

แอร์ LG เปลี่ยนอะไหล่แล้วพัดลมคอยล์ร้อนดับ คอมเพรสเซอร์น็อค เกิดจากอะไร? พร้อมวิธีเช็คแอร์อินเวอร์เตอร์ไม่ขึ้น Error Code แบบละเอียด

หากคุณเปลี่ยนอะไหล่แอร์ไปเยอะแล้ว ทั้งคาปาซิเตอร์ (Capacitor) หรือมอเตอร์พัดลมถึง 2 ตัว แต่อาการยังเหมือนเดิม คือ เปิดแอร์ไปประมาณ 20 นาที พัดลมดับเอง แล้วคอมเพรสเซอร์ก็น็อคตาม อาการแบบนี้สร้างความหงุดหงิดและบานปลายอย่างมาก บทความนี้จะมาเจาะลึกสาเหตุและวิธีตรวจเช็คที่ถูกต้อง เพื่อให้ช่างและผู้ใช้งานแก้ปัญหาได้ตรงจุด

ทำไมพัดลมแอร์ดับ แล้วคอมเพรสเซอร์ถึงน็อคตาม?

สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจเพื่อจับจุดให้ถูกคือ "อาการคอมเพรสเซอร์น็อค เป็นผลลัพธ์ ไม่ใช่ต้นเหตุ" เมื่อพัดลมคอยล์ร้อน (ตัวที่อยู่ข้างนอก) ดับกะทันหัน ระบบจะไม่สามารถระบายความร้อนออกจากน้ำยาแอร์ได้ ทำให้แรงดันและความร้อนในระบบพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (High Pressure) คอมเพรสเซอร์จึงทำงานหนักจนร้อนจัด และเซ็นเซอร์โอเวอร์โหลด (Overload) จะสั่งตัดการทำงานเพื่อป้องกันคอมเพรสเซอร์พังถาวร

ต้นตอของปัญหาที่เราต้องโฟกัสคือ ทำไมพัดลมที่เปลี่ยนมาใหม่ถึงดับไปเองหลังจากผ่านไป 20 นาที? สาเหตุหลักมีดังนี้:

  • 1. สเปกมอเตอร์พัดลมและคาปาซิเตอร์ไม่สัมพันธ์กัน: หากใส่คาปาซิเตอร์ที่มีค่าไมโครฟารัด (uF) มากหรือน้อยเกินไป มอเตอร์จะดึงกระแสไฟผิดปกติ ทำให้มอเตอร์ทำงานเกินกำลัง (Over Amp) และสะสมความร้อน พอทำงานไปได้ราวๆ 20 นาที ตัวตัดความร้อนภายใน (Internal Thermal Overload) จะสั่งตัดการทำงานทันที
  • 2. ปัญหาจากแผงวงจร (PCB) หรือ แมกเนติกคอนแทคเตอร์: สำหรับแอร์ธรรมดา หน้าสัมผัสแมกเนติกอาจสึกหรอ เมื่อเกิดความร้อนสะสมหน้าสัมผัสจะจากออกทำให้ไฟหยุดจ่าย ส่วนแอร์อินเวอร์เตอร์ หากบอร์ดคอยล์ร้อนเสื่อม พอเครื่องร้อนระบบสั่งการจะรวนและตัดไฟจ่ายพัดลม
  • 3. จุดต่อสายไฟหลวม (Loose Connection): หางปลาที่เสียบเข้าคาปาซิเตอร์หรือมอเตอร์อาจย้ำไม่แน่น เมื่อแอร์ทำงานกระแสไฟจะทำให้จุดที่หลวมเกิดความร้อน โลหะขยายตัวจนหน้าสัมผัสแยกออก พัดลมจึงดับ
  • 4. แผงรังผึ้งคอยล์ร้อนตัน หรือใส่ใบพัดผิดระยะ: พัดลมต้องออกแรงดูดลมมากผิดปกติ มอเตอร์จึงทำงานเกินสเปกและร้อนเร็วกว่ากำหนด

💡 วิธีแก้ปัญหาให้จบ (ขั้นตอนทดสอบสำหรับช่าง)

ให้ช่างวัดกระแสไฟ (Amp) ขณะพัดลมทำงานว่าสูงเกินสเปกหรือไม่ และ จุดที่สำคัญที่สุดคือ "วัดไฟทันทีที่พัดลมดับ" ถ้ายังมีไฟจ่ายมาแต่พัดลมไม่หมุน แปลว่ามอเตอร์ตัดตัวเอง (สเปกผิด) แต่ถ้าไม่มีไฟจ่ายมา แปลว่าเป็นที่แผงวงจรหรือสายไฟต้นทาง


คู่มือการตรวจซ่อมแอร์อินเวอร์เตอร์ กรณี "ไม่แสดง Error Code"

จาก Error Code ทั่วไปของแอร์อินเวอร์เตอร์ เราสามารถจัดกลุ่มของอาการเสียคร่าวๆ ได้ 4 กลุ่มดังนี้:

  1. กลุ่มอาการเสียของวงจรตรวจจับอุณหภูมิ: เซ็นเซอร์คอยล์ร้อน และ เซ็นเซอร์คอยล์เย็นทุกตัว
  2. กลุ่มอาการเสียของวงจรตรวจจับโหลด: พัดลมคอยล์ร้อน พัดลมคอยล์เย็น คอมเพรสเซอร์ และแผงควบคุม IPM
  3. กลุ่มอาการเสียเกี่ยวกับการสื่อสาร: การส่งสัญญาณระหว่างบอร์ดคอยล์ร้อนและเย็น
  4. กลุ่มอาการเสียเกี่ยวกับวงจรน้ำยา: ความสกปรกของแผงคอยล์ และระบบวาล์วไฟฟ้า EEV (Electronic Expansion Valve)

ขั้นตอนสังเกตอาการเบื้องต้น

  • ตรวจสอบความสะอาด: หากคอยล์เย็นหรือร้อนสกปรก ให้ล้างทันทีเพื่อตัดปัญหา Code กระแสไฟสูง หรือระบายความร้อนไม่ได้
  • ตรวจสอบน้ำยาแอร์: สังเกตว่าคอยล์เย็นหรือท่อมีน้ำแข็งเกาะหรือไม่ เพื่อตัดปัญหาระบบน้ำยาและวาล์วควบคุม
  • สังเกตการทำงานโหลด: พัดลมและคอมเพรสเซอร์สตาร์ทหรือไม่ เพื่อตัดปัญหาภาคจ่ายกำลัง (IPM)
  • วัดสัญญาณสื่อสารและแรงดันไฟเข้า: ต้องได้ไฟ 220V และสายสัญญาณเชื่อมต่อปกติ

วิธีการตรวจวัดเชิงลึก (เจาะลึกอาการเสีย)

1. น้ำยาแอร์ปกติหรือไม่?
วัด Balance Pressure ขณะปิดเครื่อง 30 นาที (ค่าประมาณการสำหรับ R32, R410A):
- ได้ 250 psi = น้ำยาปกติ
- ได้ 200-220 psi = น้ำยาน้อย
- ได้ 280-300 psi = น้ำยามากเกินไป

2. เช็คเซ็นเซอร์ทุกตัวทำงานปกติหรือไม่?
วัดแรงดันไฟ (DC Voltage) ตกคร่อมเซ็นเซอร์ทุกตัว ค่าต้องอยู่ระหว่าง 1V ถึง 4V (ค่ากลาง 2 - 3.5V) หากไม่มีแรงดัน แปลว่าบอร์ดเสียไม่จ่ายไฟ (ยกเว้นเซ็นเซอร์หัวหลักคอมเพรสเซอร์ ค่าจะอยู่ประมาณ 3.5V - 4.5V)

3. โหลดของวงจรช็อตหรือไม่ (พัดลม / EEV)?
ทดสอบโดย "ปลดอุปกรณ์ออกทีละตัว" เช่น ปลดซ็อกเก็ตพัดลมคอยล์ร้อนออกแล้วบอร์ดทำงานได้ แปลว่ามอเตอร์ช็อต

4. คอมเพรสเซอร์ช็อตหรือไม่?
วัดค่าความต้านทานขดลวด U, V, W คู่กัน ค่าความต้านทานต้องเท่ากันทุกคู่ หากไม่เท่ากันแปลว่าคอมเพรสเซอร์เสีย

5. เช็คไฟเลี้ยงวงจรบนแผงบอร์ด
- ไฟ AC ต้องได้ 220V (ห้ามต่ำกว่า 208V)
- แรงดันไฟเลี้ยง IPM ต้องได้ 300V DC
- แรงดันไฟเลี้ยงวงจรควบคุม ต้องได้ 15V DC

6. EEV ทำงานปกติหรือไม่?
วัดไฟขณะเสียบซ็อกเก็ตเทียบกราวด์ ต้องมีแรงดันไฟ 12V ทุกขา หากได้ 0V แสดงว่าขดลวด EEV ขาด 1 เส้น หรือ ไอซี (IC Array) บนบอร์ดช็อต ให้ถอด EEV มาวัดความต้านทาน หากความต้านทานเท่ากันหมดแปลว่าบอร์ดเสีย
*ข้อควรระวัง: หากเปลี่ยนบอร์ดใหม่ ต้องเช็ค EEV ให้ชัวร์ว่าไม่ช็อต ไม่งั้นบอร์ดใหม่จะพังตามทันที

เมื่อแอร์ไม่แสดง Error Code การใช้หลักการ "ตรวจวัดและประเมิน" ตามค่ามาตรฐานที่คนออกแบบโปรแกรมกำหนดไว้ จะช่วยให้เราซ่อมจบงานได้อย่างแน่นอนครับ!

🛠️ สายด่วนเรื่อง แอร์เสียทุกอาการ

และ รายได้เสริมเหมาะสมกับคนที่สนใจทำแล้วไม่กระทบงานประจำ

(รับสายช่วง 08.00-20.00 ทุกวัน)

คุณได้รับคำเชิญให้เข้าร่วม "ช่างแอร์ชื่อเฉิน มอบรายได้รายวันสู่คนไทย สนใจอาชีพเสริมเข้ากลุ่่ม"

โปรดแตะลิงก์ด้านล่างเพื่อเข้าร่วมโอเพนแชทนี้

เข้าร่วมกลุ่ม OpenChat
ติดต่อสายด่วน LINE OA

🏢 รับงานรีวิว ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทุกประเภท ทั่วประเทศไทย

ขายออนไลน์ธุรกิจอสังหาฯ ให้คนไทย 195 ประเทศ

| พาดูที่ | padootee | padootee NO.1 Real Estate |

สนใจลงโฆษณาติดต่อได้ที่สายด่วน หรือ เข้าร่วมพันธมิตรทีมทุกจังหวัด

"รายได้สูง ใช้เวลาทำงานน้อย แบ่งเวลาให้ถูกก็มีรายได้ตลอดชีวิต"

คุณได้รับคำเชิญให้เข้าร่วม "พาดูที่ padootee อสังหาริมทรัพย์ทุกประเภท และมอบรายได้ให้คนไทยทุกคน"

เข้าร่วมกลุ่ม OpenChat
ติดต่อสายด่วน LINE OA

คุณได้รับคำเชิญให้เข้าร่วม "ช่างแอร์ชื่อเฉิน"
โปรดแตะลิงก์ด้านล่างเพื่อเข้าร่วมโอเพนแชทนี้

🟩 คลิกที่นี่เข้ากลุ่มไลน์